พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ. 2508
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2508
เป็นปีที่ 20 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะ
รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสัญชาติ
พ.ศ.๒๕๐๘"
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
( ๑) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕
( ๒) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๕
( ๓) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๙
( ๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
" คนต่างด้าว" หมายความว่า ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย
" พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า
ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
" รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ การได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๙ หรือ มาตรา 12
การเสียสัญชาติไทยตามหมวด ๒ หรือการกลับคืนสัญชาติไทยตามหมวด ๓
ให้มีผลต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลเฉพาะตัว
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
และยกเว้นค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ ให้แก่ผู้ใดตามที่เห็นสมควรก็ได้
( ๑) คำขอแปลงสัญชาติไทย
( ๒) หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย
( ๓) คำขอกลับคืนสัญชาติไทย
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
การได้สัญชาติไทย
มาตรา ๗ * บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
( ๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย
ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย**
( ๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิวรรคหนึ่ง
* ความเดิมถูกยกเลิกและให้ใช้ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
** บทบัญญัติมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัตินี้
ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วยเพิ่มเติมโดยมาตรา
10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ (พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เป็นต้นไป)
มาตรา ๗ ทวิ ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย
โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย
ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้การสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น
( ๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
( ๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาติให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
( ๓)
ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ในกรณีที่เห็นสมควรรัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้
ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
* มาตรา ๗ ทวิ เพิ่มเติมโดย มาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
* บทบัญญัติมาตรา ๗ ทวิ
ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย
เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้ได้รับสัญชาติไทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕
ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง
อาจได้สัญชาติไทยได้ตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
ในการนี้รัฐมนตรีจะสั่งให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะรายก็ได้
เพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
(พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับตั่งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เป็นต้นไป)
ให้ถือว่าผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย
โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา ๘ ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้สัญชาติไทย
ถ้าขณะที่เกิดบิดาหรือมารดาเป็น
( ๑) หัวหน้าคณะผู้แทนทางทูตหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางทูต
( ๒) หัวหน้าคณะผู้แทนทางกงสุลหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางกงสุล
( ๓) พนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญขององค์การระหว่างประเทศ
( ๔) คนในครอบครัวซึ่งเป็นญาติอยู่ในความอุปการะหรือคนใช้
ซึ่งเดินทางจากต่างประเทศมาอยู่กับบุคคลใน (๑) (๒) หรือ (๓)
มาตรา ๙ หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สมรสกับผู้มีสัญชาติไทยถ้าประสงค์จะได้สัญชาติไทย
ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดให้กฎกระทรวงการอนุญาตหรือ
ไม่อนุญาตให้ได้สัญชาติไทย
ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี
มาตรา ๑๐ คนต่างด้าวซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้
อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้
( ๑) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทย และกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
( ๒) มีความประพฤติดี
( ๓) มีอาชีพเป็นหลักฐาน
( ๔)
มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
( ๕) มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกระทรวง
มาตรา ๑๑ บทบัญญัติในมาตรา ๑๐ ( ๔) และ (๕)มิให้นำมาใช้บังคับ
ถ้าผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
( ๑) ได้ความดีความชอบเป็นพิเศษต่อประเทศไทย
หรือได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร
( ๒) เป็นบุตรหรือภริยาของผู้ซึ่งได้แปลงสัญชาติเป็นไทย
หรือของผู้ได้กลับคืนสัญชาติไทย
( ๓) เป็นผู้ได้เคยมีสัญชาติไทยมาก่อน
มาตรา ๑๒ ผู้ใดประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนด
ในกระทรวงถ้าผู้ประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
ตามวรรคหนึ่งมีบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทย
และบุตรนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุตรพร้อมกับตนได้
โดยบุตรนั้นได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐ (๑) (๓) (๔) และ ( ๕)
การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี
เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุญาต
ให้นำความกราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต
เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ให้ผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยปฏิญาณตนว่า
จะมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศไทย
ผู้แปลงสัญชาติเป็นไทยชอบที่จะขอหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทยได้
หมวด ๒
การเสียสัญชาติไทย
มาตรา ๑๓ หญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของสามีได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของสามี
ถ้าประสงค์จะสละสัญชาติไทย
ให้แสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๔* ผู้ที่มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าวและได้สัญชาติของบิดาด้วยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดาหรือผู้ซึ่งได้สัญชาติไทย
ตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง ถ้ายังประสงค์จะถือสัญชาติอื่นอยู่ต่อไป
ให้แสดงความจำนงสละสัญชาติไทยตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ
์**เมื่อได้พิจารณาความจำนงดังกล่าวแล้วเห็นว่ามีหลักฐานเชื่อถือได้ว่าผู้นั้นอาจถือสัญชาติของบิดาหรือสัญชาติอื่นได้จริง
ก็ให้รัฐมนตรีอนุญาต เว้นแต่ในระหว่างประเทศไทยมีการรบหรืออยู่ในสถานะสงคราม
รัฐมนตรีจะสั่งระงับการสละสัญชาติไทยรายใดก็ได้
* ความเดิมในมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง ถูกยกเลิกและให้ใช้ความที่พิมพ์ไว้แทนโดยมาตรา ๓
แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕
** บทบัญญัติมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มิได้ใช้บังคับกับบุคคลที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์
แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวประสงค์จะสละสัญชาติไทย ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕
แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (
ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
เพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕
(พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๕ เป็นต้นไป)
มาตรา ๑๕* นอกจากกรณีตามมาตรา ๑๔
ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นหรือผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ
ถ้าประสงค์จะสละสัญชาติไทย
ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้สละสัญชาติไทย ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี
มาตรา ๑๖ หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สัญชาติไทยโดยการสมรสอาจถูกถอนสัญชาติไทยได้เมื่อปรากฏว่า
(1) การสมรสนั้นได้เป็นไปโดยปกปิดข้อเท็จจริง หรือแสดงข้อความเท็จอันเป็นสารสำคัญ
(2) กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อประโยชน์ของรัฐ
หรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ
(3) กระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา ๑๗ ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าวอาจถูกถอนสัญชาติไทยได้เมื่อปราาฎว่า
( ๑) ไปอยู่ในต่างประเทศที่บิดามีหรือเคยมีสัญชาติเป็นเวลาติดต่อเกินห้าปี
นับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ
( ๒) มีหลักฐานแสดงว่าใช้สัญชาติของบิดาหรือสัญชาติอื่น
หรือฝักใฝ่อยู่ในสัญชาติของบิดาหรือสัญชาติอื่น
( ๓) กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อประโยชน์ของรัฐ
หรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ
( ๔) กระทำการใด ๆ
อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการถอนสัญชาติไทยตาม (
๓) หรือ (๔) เมื่อพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลเป็นผู้สั่ง
* ความในมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ถูกยกเลิกและให้ใช้ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา ๗ แห่ง
พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕
มาตรา ๑๘* เมื่อมีพฤติการณ์อันเป็นการสมควรเพื่อความมั่นคงหรือประโยชน์ของรัฐ
รัฐมนตรีมีอำนาจถอนสัญชาติไทยของผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง
มาตรา ๑๙ รัฐมนตรีมีอำนาจถอนสัญชาติไทยแก่ผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ
เมื่อปรากฏว่า
( ๑) การแปลงสัญชาตินั้นได้เป็นไปโดยปกปิดข้อเท็จจริง
หรือแสดงข้อความเท็จอันเป็นสำคัญ
( ๒) มีหลักฐานแสดงว่าผู้แปลงสัญชาตินั้นยังใช้สัญชาติเดิม
( ๓) กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อประโยชน์ของรัฐ
หรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ
( ๔) กระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
( ๕) ไปอยู่ในต่างประเทศโดยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยเป็นเวลา เกินห้าปี
( ๖) ยังคงมีสัญชาติของประเทศที่ทำสงครามกับประเทศไทยการถอนสัญชาติไทยตามมาตรานี้
จะขยายไปถึงบุตรของผู้ถูกถอนสัญชาติไทยในเมื่อมีบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะและได้สัญชาติไทยตามมาตรา
๑๒
วรรคสองด้วยก็ได้
และเมื่อรัฐมนตรีสั่งถอนสัญชาติไทยแล้วให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
* ความเดิมถูกยกเลิก และให้ใช้ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (
ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕
มาตรา ๒๐ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง
ประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ
อธิบดีกรมการปกครอง
อธิบดีกรมตำรวจ และอธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมตำรวจ
และอธิบดีกรมอัยการเป็นกรรมการมีหน้าที่พิจารณาการถอนสัญชาติไทยตามมาตรา
๑๖ มาตรา ๑๗ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙เมื่อมีพฤติการณ์ปรากฏว่า
ผู้ใดอาจถูกถอนสัญชาติไทยได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วให้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อสั่งการ
มาตรา ๒๑* ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของบิดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดา
ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวให้เสียสัญชาติไทย
* ความเดิมถูกยกเลิก และให้ใช้ความพิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (
ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๒๒ ผู้มีสัญชาติไทยและได้แปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าวหรือสละสัญชาติไทย
หรือสละสัญชาติไทย หรืออาจถูกถอนสัญชาติไทย ย่อมเสียสัญชาติไทย
หมวด ๓
การกลับคืนสัญชาติไทย
มาตรา ๒๓ หญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สละสัญชาติไทยในกรณีที่ได้สมรสกับคนต่างด้าวตามมาตรา
๑๓ ถ้าได้ขาดจากการสมรสแล้ว
ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ
ย่อมมีสิทธิขอกลับคืนสัญชาติไทยได้การขอกลับคืนสัญชาติไทยให้ยื่นแสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกระทรวง
มาตรา ๒๔ ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและได้เสียสัญชาติไทยตามบิดาหรือมารดาขณะที่ตนยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ถ้าประสงค์จะกลับคืนสัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในสองปีนับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้กลับคืนสัญชาติไทย ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายยกรัฐมนตรี
หมายเหตุ- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยสัญชาติได้ตราออกบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕
และได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาใน พ.ศ.๒๔๙๖ พ.ศ. ๒๔๙๙ และ พ.ศ. ๒๕๐๓ รวมเป็น
๔ ฉบับ
ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้นอกจากนี้ยังมีหลักการบางประการที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมรัดกุมยิ่งขึ้น
จึงเห็นสมควรที่จะปรับปรุงกฎหมายนี้และรวมให้เป็นฉบับเดียวกัน
ค่าธรรมเนียม
( ๑) คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยครั้งละ ๕ , ๐๐๐ บาท
( ๒)
คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้แปลงสัญชาติเป็นไทยคนหนึ่งครั้งละ
๒ , ๕๐๐ บาท
( ๓) หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทยฉบับละ ๕๐๐ บาท
( ๔) ใบแทนหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทยฉบับละ ๕๐๐ บาท
( ๕) คำขอกลับคืนสัญชาติไทยครั้งละ ๑ , ๐๐๐ บาท
( ๖) คำขออื่น ๆ ฉบับละ ๕ บาท
การขอสละสัญชาติไทยของคนไทยที่ประสงค์จะถือสัญชาติอื่น
? มาตรา 13
ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 13 บัญญัติว่า "
หญิงไทยซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของสามีได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของสามีถ้าประสงค์
จะสละสัญชาติไทย
ให้แสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"
สำหรับวิธีการแสดงความจำนง กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2510
ออกตามความในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508
ข้อ 6 กำหนดให้ยื่นคำขอตามแบบ สช. 1 พร้อมหลักฐานประกอบคำร้อง
? มาตรา 14 และ 15
บุคคลดังต่อไปนี้ หากประสงค์จะขอสละสัญชาติไทยให้ยื่นคำขอตามแบบ สช. 2
พร้อมด้วยหลักฐานประกอบคำขอ
? ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าวและอาจถือ
สัญชาติของบิดาได้ตามกฎหมาย
ว่าด้วยสัญชาติของบิดา (มาตรา 14)
?
ผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยบิดาหรือมารดาขอแปลงสัญชาติเป็นไทยในขณะที่ยังไม่บรรลุนินิภาวะ
( มาตรา 14)
?
ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของบิดาได้แต่ไม่ได้
แสดงความจำนงขอสละสัญชาติไทยภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่มีอายุครบ ยี่สิบปีบริบูรณ์
(มาตรา 14)
?
ผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยบิดาหรือมารดาขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้ในขณะที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
แต่ไม่ได้แสดงความจำนงขอสละสัญชาติไทยภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์
( มาตรา 14)
? ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น (มาตรา 15)
? ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ (มาตรา 15)
ถ้าผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ให้ยื่นคำขอต่อผู้บังคับการตำรวจสันติบาลถ้ามีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่น
ให้ยื่นคำขอต่อผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้น
ถ้าผู้ยื่นคำขออยู่ในต่างประเทศให้ยื่นคำขอต่อพนักงานทูตหรือกงสุล ณ
ที่ทำการสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยในประเทศนั้น
เมื่อได้รับคำร้องแล้วเจ้าหน้าที่สถานทูตหรือสถานกงสุลจะทำการตรวจสอบคำร้อง
พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้
? คำขอสละสัญชาติไทย (แบบ สช. 1 หรือ สช. 2 แล้วแต่กรณี)
พร้อมเอกสารประกอบได้แก่สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาสูติบัตร
? หนังสือรับรองการได้สัญชาติ (พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษ)
? บัตรประจำตัวประชาชน
? สำเนาหนังสือเดินทาง
? บันทึกการสอบสวนการขอสละสัญชาติไทย
? ประวัติผู้ร้องขอสละสัญชาติ
? บันทึกการสอบสวนพยาน
? รูปถ่าย จำนวน 12 รูป
? สำเนาใบเสร็จค่าธรรมเนียม
ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารต่าง ๆ
ครบถ้วนถูกต้องเจ้าหน้าที่จะนำส่งเอกสารทั้งหมดให้กระทรวงฯเพื่อ
แจ้งกระทรวงมหาดไทยดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตามยังไม่ถือว่าผู้ร้องเสียสัญชาติไทยจนกว่าจะมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ผู้ร้องเสียสัญชาติ
อนึ่ง ชายไทยไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรา 13
เพื่อสละสัญชาติไทยเพราะสมรสกับหญิงต่างด้าวแม้ว่าชายจะอาจถือสัญชาติ
ของหญิงผู้เป็นภรรยาเพราะการสมรส การสละสัญชาติไทยของชายยังต้องเป็นไปตามมาตรา 15
มาตรา 22
ในกรณี ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและได้แปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าว
หรือสละสัญชาติไทยหรือถูกถอนสัญชาติไทย
บุคคลนั้นย่อมเสียสัญชาติไทยตามมาตรา 22 อย่างไรก็ตาม
การเสียสัญชาติไทยจะมีผลโดยสมบูรณ์ต่อเมื่อได้มามีการ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 5 แล้ว
การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
1. คุณสมบัติของผู้แปลงสัญชาติเป็นไทย
1.1 อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ถ้าต่ำกว่านั้นต้องมีเหตุอื่นประกอบ เช่น
มีภรรยาเป็นคนสัญชาติไทย มี บุตรเกิดในประเทศไทย
หรือเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี
(มหาวิทยาลัยเปิดต้องมีหน่วยกิตสะสม 15 หน่วยกิตขึ้นไป)
1.2 ไม่เคยมีประวัติต้องโทษ เว้นประมาทหรือลหุโทษ แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง
1.3 ไม่ฝักใฝ่สัญชาติเดิม
1.4 บำเพ็ญการกุศลและสาธารณประโยชน์
1.5 ประกอบอาชีพเป็นหลักฐานและมีได้รายเดือนละ 5,000 บาท ขึ้นไป
1.6 มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี
หรือมีภูมิลำเนาต่อเนื่อง 5 ปี ขึ้นไปแต่ต้องมีเหตุอื่นประกอบด้วยตาม ข้อ 1.1
1.7 พูดและฟังภาษาไทยเข้าใจ
2. หลักฐานการประกอบการยื่นคำขอแปลงเป็นสัญชาติไทย
2.1 สำเนาทะเบียนบ้านทั้งครอบครัว มีชื่อผู้ยืนคำขอฯ ภรรยา และบุตรทุกคน 1 ชุด
2.2 รูปถ่ายผู้ยืนคำขอฯ ขนาด 2 นิ้วครึ่ง จำนวน 12 รูป ชายแต่งชุดสากล
หรือชุดพระราชทานหญิงแต่งกายสุภาพ
2.3 สำเนาใบเสร็จภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ
ที่จ่าย ตาม มาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ย้อนหลัง 3 ปี)
2.4 ใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตรที่เคยบริจาคเงินบำรุงการกุศลสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ
2.5 ใบเสร็จค่าเล่าเรียนหรือหนังสือรับรองการเรียนของบุตร หรือสำเนาประกาศนียบัตร
หรือปริญญาบัตร ของบุตรคนละ 1 ชุด
2.6 สำเนาสูติบัตรของบุตร หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบุตร ด้านหน้า- หลัง
และสำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ของบุตร (ถ้ามี) คนละ 1 ชุด
2.7 สำเนาใบสำคัญการสมรส (ค.ร. 3) 1 ชุด (กรณีมีภรรยาเป็นคนสัญชาติไทย
ต้องจดทะเบียนสมรสก่อนยื่นคำขอ)
2.8 สำเนาใบทะเบียนการค้า หรือใบทะเบียนพาณิชย์
หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนฯหรือบริษัทฯ จำนวน 1 ชุด
2.9 สำเนาใบเสร็จภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือสำเนาใบเสร็จภาษีการค้าย้อนหลัง 3 ปี (
ถ้ามี)
2.10 หนังสือรับรองเงินฝากธนาคาร หรือสำเนาสมุดฝากเงินธนาคารหน้าที่มีชื่อ
และหน้าที่มียอด ฝากครั้ง สุดท้าย
2.11 หนังสือรับรองการทำงาน และเงินเดือนที่ได้รับ (โดยทำหนังสือถึงสารวัตร แผนก 1
กองกำกับการ 3 กองตำรวจสันติบาล) พร้อมกับสำเนาใบทะเบียนการค้าฯ
ทะเบียนพาณิชย์หนังสือรับรองการจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนฯ หรือบริษัทฯ (
ผู้ลงชื่อรับรองต้องเป็นผู้มีอำนาจผูกพันกับสถานประกอบการนั้น)
2.12 สำเนาใบอนุญาติทำงาน 1 ชุด หน้า 2-3-4-5 และหน้าอื่น ๆ ที่ลงรายการไว้
โดยใบอนุญาตทำงานลง ตำแหน่ง อาชีพหรือวิชาชีพลักษณะของงาน ,
ท้องที่ที่ได้รับอนุญาต ชื่อนายจ้างหรือสถานที่ททำงานจะต้องตรงกับอาชีพปัจจุบัน
2.13 ผู้รับรองซึ่งมีสัญชาติไทย 2 คน เพื่อยืนยันหลักทรัพย์
และความประพฤติของผู้ยื่นคำขอฯ
2.14 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของภรรยา ด้านหน้า - หลัง 1 ชุด
2.15 สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวทุกหน้าที่มีรายการบันทึก 1 ชุด
2.16 สำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับรอง ด้านหน้า- หลัง คนละ 1 ชุด
2.17 วันยื่นคำขอฯ ต้องนำหลักฐานต้นฉบับไปพบเจ้าหน้าที่ด้วย
3. การยื่นคำขอฯ
3.1 ผู้ยื่นคำขอฯ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอฯ
ต่อผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจ สันติบาล
3.2 ผู้ยื่นคำขอฯ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอฯ
ต่อหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด/ผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดนั้น
หมายเหตุ
ก. ถ้าหลักฐานประกอบการยื่นคำขอฯ ไม่ครบ จะไม่พิจารณารับคำขอฯ
ข. ค่าธรรมเนียมยื่นคำขอฯ รายละ 5,000 บาท
ค. สำเนาทะเบียนบ้าน และการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิลำเนา
ต้องเป็นที่อยู่ทสามารถติดต่อได้ทางไปรษณีย์หรือถ้ามีโทรศัพท์ต้องแจ้งให้ชัดเจนหากมีการเปลี่ยนแปลงควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที
การขอเข้าถือสัญชาติไทยของหญิงต่างด้าวที่สมรสกับคนไทย
1. คุณสมบัติของผู้ถือสัญชาติไทยตามสามี
ก. กรณีขอถือสัญชาติไทยตามสามี (มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508)
1.1 ผู้ยื่นคำขจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมีชื่อในทะเบียนบ้าน (
ทร. 13 หรือ ทร. 14)
1.2
ผู้ยื่นคำขอจะต้องจดทะเบียนสมรสกับชายไทยถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
นับแต่วันที่ยื่นคำขอ ส่วนกรณีมีบุตรกับคู่สมรสซึ่งเป็นชายไทย
จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
1.3 สามีผู้มายื่นคำขอจะต้องมีอาชีพเป็นหลักฐานและมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว
- มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000
บาท/เดือน
และในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอประกอบอาชีพสามารถนำรายได้ของตนไปรวมกับรายได้ของสามี
เพื่อให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ จะต้องนำใบรับรองเงินเดือน/รายได้
และ/หรือ หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา
นำมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย
- หากเป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ
ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน หรือหากมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า
15,00 บาท/เดือน แต่ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน
คู่สมรสจะต้องมีทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยกว่า 300,000 บาท
โดยมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.
หลักฐานประกอบการยื่นคำขอเข้าถือสัญชาติไทยของหญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวโดยการสมรส
2.1 สำเนาใบสำคัญการสมรส (แบบ คร. 3)
2.2 สำเนาทะเบียนการสมรส (แบบ คร. 2 หรือ คร. 4)
2.3
สำเนาหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางทุกหน้าที่มีอักษรหรือตราประทับไว้
( กรณีผู้ยื่นคำขอเป็นหญิงต่างด้าวมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรไทยชั่วคราว
หรือสำเนาบัตรประจำตัวคนต่างด้าวหน้า 1 ถึงหน้า 6 และช่องรายการต่ออายุใบสำคัญฯ
ครั้งสุดท้าย (
กรณีผู้ยื่นคำขอเป็นหญิงต่างด้าวมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทยแล้ว)
หรือสำเนาบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ซึ่งแสดงว่าได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยถูกต้องตามกฎหมาย
2.4 รูปถ่ายของผู้ร้องและสามี ขนาด 2 นิ้ว จำนวนคนละ 12 รูป (ผู้ชายสวมสูทสากล
หญิงแต่งกายสุภาพ)
2.5 สำเนาถูกสูติบัตรของบุตรทุกคน พร้อมรูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว คนละ 2 รูป
2.6 หนังสือรับรองของผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าปัจจุบันยังคงรับราชการในตำแหน่ง
สังกัดมา แสดง (กรณีสามีรับราชการ) หรือหนังสือรับรองการทำงาน ระบุตำแหน่ง
หน้าที่การงานและอัตราเงินเดือน(กรณีทำงานเอกชน)
2.7 สำเนาในสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด หรือใบทะเบียน
การค้า กรมสรรพากร หรือใบทะเบียนพาณิชย์ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้น
ส่วน ของนายจ้าง
2.8 ใบเสร็จรับเงินเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลปีที่ผ่านมา
2.9 แบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91) ของปีที่ผ่านมา
2.10 หลักฐานที่แสดงว่าสามีเป็นบุคคลสัญชาติไทย
- สำเนาสูติบัตรหรือทะเบียนคนเกิด
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ
หรือองค์การรัฐวิสาหกิจ ด้านหน้า-หลัง
- สำเนาใบสำคัญทหารกองหนุน หรือกองเกิน (แบบ สด. 1 หรือ สด. 8 หรือ สด. 9 หรือ สด.
43)
- สำเนาทะเบียนบ้านปัจจุบัน (ทั้งครอบครัว)
- สำเนาหนังสือเดินทางของสามี (ทุกหน้าที่ประทับตรา) (ถ้ามี)
- สำเนาหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัว , ชื่อสกุล (ถ้ามี)
- สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของบิดามารดา หน้า 1 ถึงหน้า 6
และหน้าต่ออายุครั้งสุดท้าย
( กรณีบิดามารดาของสามีเป็นบุคคลต่างด้าว) หรือสำเนาบัตรประจำตังประชาชนหน้า-หลัง
( กรณีบิดามารดาของสามีเป็นบุคคลสัญชาติไทย) และทะเบียนบ้าน หรือใบมรณบัตร
2.11 พยานบุคคลที่รู้เห็นการเป็นสามีภรรยา รวม 4 ปาก
3. การยื่นคำขอฯ
3.1 ผู้ยื่นคำขอฯ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอฯ
ต่อผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจ สันติบาล
3.2 ผู้ยื่นคำขอฯ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอฯ
ต่อหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด/ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้น
3.3 ผู้ยื่นคำขอฯ อยู่ต่างประเทศ ให้ยื่นคำขอฯ ต่อพนักงานทูตหรือกงสุล ณ
ที่ทำการสถานทูตไทย หรือสถานกงสุลไทยในประเทศนั้น
สรุปข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคล
ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
(1) สำหรับบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย
กรณีที่
|
สัญชาติบิดา
|
สัญชาติมารดา
|
สถานภาพการสมรส
|
สัญชาติบุตร
|
ข้อกฎหมาย
|
1
|
ไทย
|
ไทย
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
2
|
ไทย
|
ไทย
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
3
|
ไทย
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
4
|
ไทย
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
5
|
ไทย
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
6
|
ไทย
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
7
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ไทย
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
8
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ไทย
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
9
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ไทย
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
10
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ไทย
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7(1) , ม. 10
|
11
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7(2)
|
12
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7(2)
|
13
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
จด
|
ไม่ได้สัญชาติไทย
|
ม. 7 ทวิ , ม. 11
|
14
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ไม่จด
|
ไม่ได้สัญชาติไทย
|
ม. 7 ทวิ , ม. 11
|
15
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
จด
|
ไม่ได้สัญชาติไทย
|
ม. 7 ทวิ , ม. 11
|
16
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ต่างด้าว (มีใบฯ)
|
ไม่จด
|
ไม่ได้สัญชาติไทย
|
ม. 7 ทวิ , ม. 11
|
17
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
จด
|
ไม่ได้สัญชาติไทย
|
ม. 7 ทวิ , ม. 11
|
18
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ต่างด้าว ( 7 ทวิ)
|
ไม่จด
|
ไม่ได้สัญชาติไทย
|
ม. 7 ทวิ , ม. 11
|
(2) สำหรับบุคคลที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทย
กรณีที่
|
สัญชาติบิดา
|
สัญชาติมารดา
|
สถานภาพสมรส
|
สัญชาติบุตร
|
ข้อกฎหมาย
|
1
|
ไทย
|
ไทย
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7 (1) , ม. 10
|
2
|
ไทย
|
ไทย
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7 (1) , ม. 10
|
3
|
ไทย
|
อื่น ๆ
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7 (1) , ม. 10
|
4
|
ไทย
|
อื่น ๆ
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7 (1) , ม. 10
|
5
|
อื่น ๆ
|
ไทย
|
จด
|
ไทย
|
ม. 7 (1) , ม. 10
|
6
|
อื่น ๆ
|
ไทย
|
ไม่จด
|
ไทย
|
ม. 7 (1) , ม. 10
|
การโอนนักโทษ
การโอนนักโทษ ( Prisoners Transfer)
คือการที่นักโทษประเทศหนึ่งถูกย้ายไปรับโทษจำคุกในประเทศที่ตนมีสัญชาติ
โดยรัฐบาลแห่งประเทศผู้โอนและนักโทษซึ่งได้รับการโอนต่างให้ความเห็นชอบ
ในเรื่องนี้ การโอนนักโทษจะกระทำได้ต่อเมื่อ มีสนธิสัญญาการโอนนักโทษ ( Convention
on the Transfer of Sentenced Persons) ต่อกัน เพราะเป็นหลักการ พิเศษที่ไม่อาจใช้
หลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน ตามกฎหมายระหว่างประเทศได้
หลักเกณฑ์และวิธการโอนนักโทษกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527 เหตุผลในการตรา
พ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นสืบเนื่องจากได้มีบุคคลสัญชาติไทย
ซึ่งรับโทษอยู่ในต่างประเทศและบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งรับโทษอยู่ในประเทศไทย
อยู่ เป็นจำนวนมากสมควร ที่จะกำหนดมาตรการ ให้มีการโอนตัวผู้กระทำความผิด
ดังกล่าวให้ได้รับโทษต่อในประเทศที่ผู้นั้นมีสัญชาติได้เพื่อประโยชน์ในการที่แต่ละประเทศจะได้ให้
การอบรมแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับเป็นพลเมืองดีต่อไป
อีกทั้งเห็นการลดภาระการเลี้ยงดูนักโทษต่างประเทศ
ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากลงไปได้บ้าง
หลักการสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
-
ประเทศผู้โอนและประเทศผู้รับโอนจะต้องมีสนธิสัญญาระหว่างกันในเรื่องความร่วมมือในการดำเนินให้เป็นไปตามคำพิพากษาคดีอาญา
-
การโอนนักโทษจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้โอนกับประเทศผู้รับโอน
และนักโทษซึ่งได้รับการโอน
-
ความผิดที่นักโทษหรือนักโทษต่างประเทศได้รับโอนต้องเป็นความผิดที่มีโทษฐานใดฐานหนึ่งตามกฎหมายของประเทศผู้รับโอน
(Double Criminality)
-
นักโทษซึ่งจะได้รับการโอนต้องไม่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญาในความผิดอื่น
หรืออยู่ในระหว่างการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ในประเทศผู้โอน
ทั้งนี้การดำเนินการโอนเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาโอนนักโทษ
ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน
โดยในส่วนกระทรวงการต่างประเทศมีอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
สำหรับนักโทษไทยซึ่งประสงค์จะขอโอนมารับโทษต่อในราชอาณาจักรให้ยื่นคำขอพร้อมทั้งส่งเอกสารหลักฐานที่คณะกรรมการฯ
กำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สถานทูตไทย
หรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจหน้าที่ประจำประเทศผู้โอน หรือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ
กระทรวงการต่างประเทศแล้วแต่กรณี ซึ่งปัจจุบันกองสัญชาติและนิติกรณ์
กรมการกงสุลเป็นผู้ปฏิบัติและรับผิดชอบงานการโอนนักโทษ
ในการยื่นคำขอโอนนักโทษไทย ผู้ยื่นคำขอจะต้องใช้แบบพิมพ์ของทางราชการ
แบบคำขอโอนนักโทษไทย พร้อมทั้งส่งเอกสารประกอบดังนี้
1. หลักฐานแสดงสัญชาติของนักโทษ เช่น สูติบัตร บัตรประจำตัวประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือเดินทาง หรือหลักฐานอื่น
2. สำเนาคำพิพากษาของศาล
3. ทะเบียนประวัติการต้องโทษ สำเนาหมายจำคุกหรือกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด
และถ้ามีหมายลดโทษให้แนบมาด้วย
4. ในกรณีที่นักโทษไม่ได้ยื่นคำขอด้วยตนเอง
ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงหลักฐานความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนักโทษด้วย
เมื่อได้รับคำขอพร้อมเอกสารครบถ้วนแล้ว
พนักงานจะส่งคำขอและเอกสารต่อคณะกรรมการพิจารณาการโอนนักโทษพิจารณา
คณะกรรมการจะรีบพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มีการโอนนักโทษไทยโดยเร็ว
แล้วชี้แจงคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ
คำสั่งของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ
ในการโอนนักโทษผู้ยื่นคำขอคือตัวนักโทษเอง สามี ภริยา
ญาติหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักโทษต้องเป็นผู้จ่ายเองทั้งสิ้น
ประเทศที่มีสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษกับประเทศไทย ดังนี้
ประเทศ
วันที่มีผลบังคับใช้
1. ฝรั่งเศส
11 สิงหาคม 2528
2. สเปน
20
พฤศจิกายน 2530
3. แคนาดา
11 กรกฎาคม 2531
4. สหรัฐอเมริกา
7 ธันวาคม 2531
5. อิตาลี
9
กุมภาพันธ์ 2533
6. สวีเดน
1 มิถุนายน 2533
7. อังกฤษ
6 กุมภาพันธ์ 2534
8. ฟินแลนด์
3 เมษายน 2535
9. เยอรมนี
26 พฤษภาคม 2536
10. โปรตุเกส
7 มกราคม 2537
11. ออสเตรีย
1 สิงหาคม 2537
12. อิสราเอล
11 มิถุนายน 2541
13. โปแลนด์
22
เมษายน 2542
14. เดนมาร์ก
17 มีนาคม 2543
15. ฮ่องกง
9 สิงหาคม 2543
16. สวิตเซอร์แลนด์ 10
ตุลาคม 2543
17. นอร์เวย์
1 มกราคม 2544
18. ออสเตรเลีย
4 กันยายน 2544
19. ฟิลิปปินส์
7 พฤษภาคม 2545
|