Login
 
 

สรุปข่าวรอบสัปดาห์
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์








































สรุปข่าวรอบสัปดาห์


วางคิวใหม่มาร์ค พบประชาชน โต้ 6 วันฯ ล้มเหลว เทือกพร้อมแจงดีเอสไอสอบรุกเขาแพง แบ่งกลุ่มขาว-ดำ พวกล้มสถาบัน ดีเอสไอย้ำมีจริง ทนายวีระดิ้นขอไต่สวนเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง พท.ฉะกรรมการไม้ประดับยื้ออายุรัฐบาล


            วางคิวใหม่มาร์ค พบประชาชน โต้
6 วันฯ ล้มเหลว   

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการต่อยอดจากผลสรุปการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนของรัฐบาล ในโครงการ "6 วัน 63 ล้านความคิด" ว่า รัฐบาลคงต้องทำอีกหลายอย่างให้สอดคล้องกับแผนปรองดอง ตอนนี้จดหมายจากตู้ ปณ.9999 ยังไม่ได้เปิด ทางไปรษณีย์แจ้งมาว่ามีถึง 4 กระสอบ คงจะมีทีมงานไปนั่งแยกข้อมูลอีกครั้ง ส่วนความคิดเห็นจากโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดโรงเรียนศรีวิกร รับไปคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์จะเห็นข้อมูลชัดเจน

โดยข้อมูลที่ได้จะแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ผลกระทบเฉพาะตัว ประเภทเรื่องร้องเรียนมาดำเนินการก่อน 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายจะไปรวมกับเรื่องอื่นๆ ในปลายเดือน ก.ย.อีกครั้ง จากนี้จะรอผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และความคิดเห็นจากเวทีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินสายไปรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชนด้วย ส่วนฝ่ายที่ปรึกษาที่จะลงพื้นที่พบปะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ทางท้องถิ่น ภาคเอกชน จะมีการจัดเวที ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ามาด้วย เพื่อจัดทำเป็นตัวพิมพ์เขียว

เมื่อถามว่าคาดหวังกับผลที่ออกมาหลังปิดโครงการนี้อย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ความจริงแล้วกว่า 60,000 สาย เราคิดว่ามีความเข้าใจผิดจากการลงเสนอข่าวของสื่อ ที่บอกว่าคนโทรเข้ามามีการด่ากันหูแฉะตั้งแต่เริ่มเปิดยันปิดสาย ความจริงเรามีการบันทึกไว้ สายที่โทรเข้ามาในลักษณะด่านั้นมีประมาณ 2.5 เปอร์เซ็นต์ หรืออยู่ที่ 1,500 สายโดยประมาณ ฉะนั้น 50,000 กว่าสายที่โทรมาจะเป็นเรื่องความเดือดร้อนและเป็นข้อเสนอของประชาชน ซึ่งคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดีและครอบคลุมทุกประเด็น ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปฏิรูปตำรวจ กระบวนการยุติธรรม สื่อสารมวลชน สิ่งแวดล้อม การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งจะมีการนำมารวบรวมแล้วนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในปลายเดือน ก.ย.นี้

"6 หมื่นกว่าสายไม่ถือว่าต่ำกว่าเป้า แต่เป็นไปตามความจริง เพราะเรามี 300 คู่สาย เปิด 12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งต่อ 1 สายโทรเข้ามาใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 10 นาที คนหนึ่งก็รับได้ไม่เกิน 5-6 สาย ชั่วโมง 1 ได้ 1 พันกว่า ก็พอดี เพราะเปิดวันหนึ่ง 12 ชั่วโมง และถ้าจะเอาแสนกว่าก็ต้องเปิด 24 ชั่วโมง แล้วจะเอาอาสาสมัครที่ไหนมานั่ง 24 ชั่วโมง"

เมื่อถามว่า จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้ง 6 วัน มีอะไรที่ทำให้รัฐบาลต้องปรับหรือว่าแก้ไขในจุดใดบ้าง นายสาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้ชัดเจน เรื่องการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้น เพราะบางครั้งต้องมีกระบวนการแก้ไขที่เร็วกว่านั้น ซึ่งมีหลายเรื่องที่เราได้ทำทันที เช่น เรื่องของปัญหาหนี้นอกระบบ ที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รีบไปดำเนินการ ส่วนแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วยตัวเองนั้น เท่าที่ทราบมีกำหนดการอยู่ แต่ยังไม่ทราบว่าไปที่ไหน ยังไม่ได้คุยกัน.

 

เทือกพร้อมแจงดีเอสไอสอบรุกเขาแพง จัดเอกสารรอ

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 ก.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีการถือครองออกโฉนดที่ดินเขาแพงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้ว่ามีมูลพอที่ดีเอสไอจะสอบสวนได้ว่า ไม่มีปัญหา ตนเคารพกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายเขาว่าอย่างไรตนก็เอาตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางคณะกรรมการป.ป.ช.ได้นัดหมายให้ท่านเข้าไปชี้แจงเมื่อใด รองนายกฯ กล่าวว่า ตนต้องไปชี้แจงต่อป.ป.ช.อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ทางพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตนก็ต้องทำเอกสารชี้แจงไป ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุจะว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในอเมริกาเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ชี้แจง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่อง.

 

แบ่งกลุ่มขาว-ดำ พวกล้มสถาบัน ดีเอสไอย้ำมีจริง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวภายหลังร่วมประชุมคดีมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่า แนวทางการสอบสวนคดีมุ่งร้ายต่อสถาบันจะถือเอาผังที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทำขึ้นเป็นตัวตั้งในการสืบสวนสอบสวนขยายผลหาผู้กระทำความผิด โดยจะทำงานอย่างเป็นกลางให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่ผ่านมาผัง 27 รายชื่อเครือข่ายมุ่งร้ายต่อสถาบันที่ ศอฉ.เผยแพร่ ยังเป็นที่คลางแคลงใจว่ามีการกระทำผิดอย่างไร ดังนั้นสาระสำคัญในการพิสูจน์ครั้งนี้ คือใครทำผิดกันแน่

โดยจะแบ่งผู้กระทำผิดเป็นกลุ่มสีดำ ส่วนผู้ที่ไม่ได้กระทำผิด เป็นกลุ่มสีขาว ไม่ใช่เป็นกลุ่มสีเทาที่เป็นอยู่ การสอบสวนจะทำแบบคุณภาพโดยมีอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด จะไม่เหวี่ยง ทั้งนี้  ชุดปฏิบัติการต่างๆ มีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว และจะประมวลข้อมูลทั้งหมดมาทำงาน ร่วมกันตามหลักฐานที่ปรากฏ เมื่อถามว่า มีการปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงไปจำนวนเท่าไรแล้ว นายธาริต กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ แต่มีข้อมูลลักษณะดังกล่าวจริง

เมื่อถามว่า คดีดังกล่าวมีอุปสรรคมากน้อยเพียงใด นายธาริต กล่าวว่า คดีนี้เป็นลักษณะการกระทำเป็นเครือข่ายไม่ใช่การกระทำแบบรายบุคคล ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงจำนวนมาก ดังนั้น คงต้องใช้เวลาสอบสวนนานพอสมควร ต่างจากการทำคดีทั่วไป จะต้องใช้ความละเอียด รอบคอบขึ้น ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีพยานหลักฐานเบื้องต้นว่ามีการมุ่งร้ายต่อสถาบันจริงหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า เชื่อว่ามีการกระทำความผิดแน่นอนโดยจะเกี่ยวข้องกับใครบ้างเราจะต้องทำความ จริงให้ปรากฏ

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ในแผนผังขบวนการล้มเจ้าที่ ศอฉ.เปิดเผยรายชื่อ มีความเชื่อมโยงอย่างไร นายธาริต กล่าวว่า เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างเบื้องต้น ไม่ได้หมายถึงบุคคลที่มีรายชื่อในแผนผังผิดทั้งหมดและจะทำการสืบสวนต่อไป เมื่อถามต่อว่า ขบวนการล้มเจ้ามีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับเสื้อแดงหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า คงตอบยากว่าแรงจูงใจที่กระทำความผิดเป็นอย่างไร บางฝ่ายอาจต้องการมุ่งร้ายต่อสถาบันโดยตรง บางฝ่ายอาจจะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของสถาบันและประเทศ บางฝ่ายอาจทำเพื่อเปลี่ยนอุดมการณ์ในด้านการปกครองก็เป็นได้ในหลายแง่มุม เมื่อถามว่า 83 รายท่อน้ำเลี้ยงเสื้อแดงมีรายชื่ออยู่ขบวนการล้มเจ้าเหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า 83 รายชื่อก็จะดูความเชื่อมโยง แต่จะเกี่ยวมากน้อยหรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ เมื่อถามว่า ขบวนการล้มเจ้ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า มีส่วนที่กี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช.ด้วยและไม่เกี่ยวข้องด้วย.

 

ทนายวีระดิ้นขอไต่สวนเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 8 ก.ค. 2553 เวลา 15.30 น. นายพีระ ลิ้มเจริญ ทนายความ นปช. ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประทับรับฟ้องหรือไต่สวนมูลฟ้องก่อนมีคำสั่งประทับรับฟ้อง ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (2) ในคดีที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2550 พากลุ่มผู้ชุมนุมไปบุกล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เนื่องจากจำเลยทั้ง 4 เห็นว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งรับฟ้องของอัยการไว้แล้วก็ตาม แต่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กลุ่มจำเลยได้ ยื่นฟ้องคดี ต่อศาลอาญากรุงเทพฯ ใต้ พิจารณาว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของอัยการสูงสุดที่สั่งฟ้องตามความเห็นแย้งของ ผบ.ตร. เป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ดังนั้น เพื่อให้การใช้อำนาจฝ่ายเดียวในกระบวนการยุติธรรม ในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีการถ่วงดุล หรือตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าวโดยศาลยุติธรรม จำเลยทั้ง 4 ในฐานะที่เป็นผู้เสียหายจากการถูกกระทบสิทธิการใช้อำนาจของอัยการสูงสุดและผบ.ตร.ดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องคดีนี้ของอัยการแล้วให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนที่จะมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องหรือพิพากษายกฟ้อง โดยศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งว่าจะไต่สวนตามคำร้อง หรือจะยกคำร้องไม่รับพิจารณาต่อไป

 

พท.ฉะกรรมการไม้ประดับยื้ออายุรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เปิดตัวกรรมการ 8 คน ว่า รายชื่อทั้ง 8 คน สังคมรู้จัก เพียงแต่สงสัยในขอบเขตของการทำหน้าที่ ที่ระบุว่าไม่ค้นหาว่าใครถูกหรือผิด แต่จะมุ่งแสวงหาความจริงและต้นเหตุแห่งปัญหา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีอายุ 2 ปี ขณะที่คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีอายุ 3 ปี แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์มีอายุเหลือเพียงปีเศษ อยากถามว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อผลาญงบประมาณหรือไม่ กรรมการชุดต่างๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นไม้ประดับให้ดูดีในการบริหารประเทศต่อไปของรัฐบาล

การดำเนินการภายใต้ พรก.ฉุกเฉินฯ มันจะมีความยุติธรรมได้อย่างไร การตั้งกรรมการต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียม มีการออกหมายเรียกบุคคลเข้าไปตรวจสอบธุรกรรมการเงิน แม้แต่เรียกตนที่ทำหน้าที่โฆษกฝ่ายค้านก็กำลังจะโดนด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรม มุ่งจัดการคนที่เห็นต่างกับรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว

ส่วนกรณีที่ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาปูดข้อมูลถึงความเคลื่อนไหวของ กลุ่ม นปช.ในบางพื้นที่ รวมทั้งระบุจุดซ่องสุม 3 จุดนั้น ถือเป็นการพูดตอกย้ำในทิศทางเดียวกับที่รัฐบาลคง พรก.ฉุกเฉินฯ ไว้ พยายามบอกว่าจะมีการก่อวินาศกรรม ก่อความรุนแรงต่างๆ ความจริงก็สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศอะไร เพราะ ศอฉ.ก็พวกเดียวกันทั้งนั้น

สิ่งที่ นายเทพไท พูด เหมือน นายอภิสิทธิ์ พูด เพราะเป็นโฆษกส่วนตัว อยากให้ นายอภิสิทธิ์ เรียกนายเทพไท ไปตบปากบ้าง เราได้ตั้งข้อสังเกตว่าจุดที่ นายเทพไท ออกมาปูดข้อมูลว่ามีการซ่องสุมใน กทม. ที่แฟลตการเคหะ 53 คู้บอน เขตคันนายาว นั้น เป็นพื้นที่ที่จะมีการเลือกตั้งซ่อมและเราตรวจสอบแล้วไม่พบการซ่องสุมอะไรเลย

 

ฝากขังคดีเผาเมืองครั้งที่ 3 ถึง 20 ก.ค.

วันที่ 8 ก.ค. 2553 พ.ต.ท.พิภพ สุขก่ำ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ยื่นคำร้องขออำนาจศาลอาญาฝากขังครั้งที่ 3 นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. กับ แกนนำ นปช. อีก 10 คน ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเป็นเวลาอีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 - 20 ก.ค. เนื่องจาก ยังต้องสอบปากคำพยานอีก 60 ปาก, รอผลการตรวจของกลางต่างๆ ทางนิติวิทยาศาสตร์ จำนวนมาก รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ ผู้ต้องหา และอื่นๆ 

ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาซึ่งมีนายวีระ กับพวกรวม 4 คน ที่มาศาลในวันนี้แล้ว กับสอบถามผู้ต้องหาแนที่ขังในเรือนจำแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ โดยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์ ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ สถานที่ควบคุมตัว

 

อานันท์” เปิดชื่อ 19 กก.ปฏิรูป

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่บ้านพิษณุโลก นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูป พร้อมด้วย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในฐานะประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด โดยคณะกรรมการปฏิรูป ที่นายอานันท์ลงนามแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 7 ก.ค. จำนวน 19 คน ประกอบด้วย 1.นาย กฤษณพงศ์ กีรติกร 2.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา 3.นายชัยอนันต์ สมุทวณิช 4. นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ 5.นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ 6.นายบัณฑร อ่อนดำ 7.นางปราณี ทินกร 8.นายพงศ์โพยม วาศภูติ 9.นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ 10.พระไพศาล วิสาโล 11.นางรัชนี ธงไชย 12.นพ.วิชัย โชควิวัฒน 13.นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ 14.นายศรีศักร วัลลิโภดม 15.นายสมชัย ฤชุพันธุ์ 16.นางสมปอง เวียงจันทร์ 17.น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา 18.นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล 19.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

 

"รมว.กห."เตรียมร่วมประชุมคกก.ชายแดนไทย-ลาว

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานร่วมฝ่ายไทยจะเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว (General Border Committee : GBC) ครั้งที่ 18 ที่แขวงจำปาสัก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2553

โดยมีพล.ท.ดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ เป็นประธานร่วมฝ่ายลาว ซึ่งการประชุมดังกล่าวทั้งสองประเทศจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ และในปีนี้ทางสปป.ลาวเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ในโอกาสนี้ ประธานร่วมทั้งสองฝ่ายจะหารือแบบสองต่อสองด้วย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และนอกจากจะส่งผลให้มีความร่วมมือระหว่างกันก้าวหน้าแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความมั่นคงตามชายแดนให้มีความสุขสงบเรียบร้อยยิ่งขึ้นด้วย

โฆษกกระทรวงวกลาโหม กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทบทวน ประเมินผลการปฏิบัติร่วมตามบันทึกการประชุมครั้งที่ 17 ในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมจัดทำบันทึกการประชุมครั้งที่ 18 และลงนามร่วมกัน โดยเนื้อหาสำคัญจะเน้นความร่วมมือเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นให้สามารถแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้ทันท่วงที การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมาก เนื่องจากการประสานความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจของสปป.ลาวกับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง(นปข.) ของกองทัพเรือไทย การแลกเปลี่ยนด้านการฝึกศึกษา นอกจากนี้ ที่ประชุมจะได้ร่วมแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาวที่จะครบรอบ 60 ปี ในวันที่ 19 ธันวาคม 2553 นี้ด้วย

 

“คณิต”หนุนม็อบเป็นสิทธิและเสรีภาพต้องคุ้มครอง

ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ครั้งที่1/2553 โดยมีผู้เข้าร่วมได้แก่ นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย นพ.แท้จริง ศิริพานิช กสม. นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ กสม. นายสุริยะใส กตะศิลา รักษาการเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ และผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.เฉลิมชัย วงษ์เจียม พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง น.ส.สุวรรณา สมบัติรักษาสุข รองประธานสภาวิชาชีพ สมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย

นายคณิต กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ถูกเสนอโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หลังจากได้ผ่านการตรวจของคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมตรี ทั้งนี้เสรีภาพในการชุมนุมนอกจากเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยยังถือเป็นกลไกสำคัญที่อำนวยให้ประชาชนเข้าถึงเสรีภาพต่างๆ ที่รับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญ เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตามในประเทศประชาธิปไตยจึงควรคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนไม่ให้ถูกรบกวนหรือถูกจำกัดลง และต้องไม่ให้การใช้เสรีภาพของประชาชนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคลลอื่นด้วย ดังนั้นจึงได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... ขึ้นในพื้นที่เขตกทม. และจะมีเวทีสัญจร 4 เวที ไปตามจังหวัดต่างๆ ได้แก่ เชียงใหม่ อุบลราชธานี ระยอง และสงขลา เพื่อนำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้จากเวทีมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำความเห็น และข้อเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

ด้านนายสุริยะใส กล่าวว่า เป็นห่วงว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะกลายเป็นเครื่องมือตัวใหม่ของรัฐอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพราะในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมที่ยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่แท้จริง หากเป็นการชุมนุมที่หวังผลกดดันทางการเมืองก็จะต้องไม่มีการแจ้งล่วงหน้ากับหน่วยงานรัฐ เพราะผิดธรรมชาติ และจะไม่สามารถกดดันรัฐบาลได้ เปรียบเสมือนเป็นการชุมนุมที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะเหมือนว่ากลายเป็นการจัดฉาก อีกทั้งคิดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีประโยชน์ ไปเนื่องจากในขณะนี้มีพ.ร.บ.กฎหมายอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งตนอยากให้รัฐคำนึงถึงประเด็นที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งอย่านำพฤติกรรมเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไปเป็นโมเดลที่ทำให้เกิดร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้

ขณะที่ พ.ต.ท.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูแลการชุมนุม คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะประชาชนที่ออกมาร้องเรียนมาด้วยจุดประสงค์ที่มองว่ารัฐไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยใช้มาตรฐานการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง มาเป็นมาตรฐานในการร่าง หากรัฐบาลทุกรัฐบาลยอมเจรจาและรับฟังปัญหาของประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายดังกล่าว

 

 

 



นำเสนอข่าวโดย : เรมาวดีี อ่่อนประสงค์
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :