“สิ่ง” เหล่านั้นรวมถึงชีวิต และสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์
ช่วงเวลาเดียวกันความคืบหน้าในการบริหารจัดการสุขภาพความเป็นอยู่ของประเทศไทยโดยรัฐบาลเทพประทาน ก็ดูจะวนเวียนอยู่กับการเลื่อนเวลาทำนา อาหารบูดในโครงการอาสาฯ และความจำเป็นในการซื้อรถตำแหน่ง กับซื้อเครื่องบินฝูงใหม่
ปฏิบัติการไล่ล่าเสื้อแดงระลอกใหม่มีไฮไลท์อยู่ที่การจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ด้วยข้อหากระทำผิดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายสมบัติซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เสื้อแดงในนาม “บ.ก.ลายจุด” จากกิจกรรมรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอย่างมั่นคงติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน เขาเป็นผู้ที่ริเริ่มใช้คำ “เสื้อแดง” เป็นสัญลักษณ์ของความเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย และเคยเป็นแกนนำของขบวนการเมื่อครั้งยังใช้ชื่อ นปก.
ข้อหาดังกล่าวแสดงเจตนาชัดแจ้งของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะยืดเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปเพื่อใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองให้ราบคาบ เห็นได้จากการที่มีระเบิดอาร์พีจีไปลงที่ถังน้ำมันเปล่าท่ามกลางถังอื่นๆ ที่มีน้ำมันเต็มอีกสิบถังภายในกรมพลาธิการทหารบก หลังจากที่วอร์รูมของพรรคประชาธิปัตย์ฟันธงว่าจะมีการลอบวางระเบิดเกิดขึ้นถึง 40 จุด
อันเป็นจังหวะเหมาะเจาะที่นายกฯ ได้ตอบข้อซักถามของนักข่าว โดยกล่าวปรามห้ามพรรคเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กรุงเทพมหานครในประเด็นรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน มิฉะนั้นจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้าจัดการ
การเลือกตั้งซ่อมดังกล่าวที่พรรค พท. ส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ที่ถูกคุมขังในข้อหาก่อการร้ายฐานจัดชุมนุมเสื้อแดงใต้ทางด่วนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ท้าทายการเข้าสลาย นปช. ที่ราชประสงค์ในวันก่อนหน้า ซึ่งสื่อฝ่ายตรงข้ามอย่างแอสทีวียกขึ้นมาวิพากษ์ว่าพรรคฝ่ายค้านมุ่งมาดปลุกระดมนั้น
พิจารณากันในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อฝ่ายอภิสิทธิ์ใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกระทำต่อการเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ด้วยกระสุนจริงยิงปราบผู้ชุมนุมตายไปกว่า 90 คน ฝ่ายเสื้อแดงย่อมต้องใช้ข้อเท็จจริงจากการถูกเข่นฆ่ามาประจานความโหดเหี้ยมของรัฐบาลบ้าง
แทนที่รัฐบาลจะเอาความจริงมาสู้ กลับใช้วิธีปิดปากด้วยระเบียบกฎหมายแบบเผด็จการ สมกับคำที่นายแอนดรูว์ ว้อคเกอร์ นักวิชาการตะวันตกผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทยระดับแนวหน้าคนหนึ่งเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบพอเพียง (Sufficient Democracy)
การกวาดล้างยังอาจรวมไปถึงการเสียชีวิตของนายธนพล แป้นศรี อดีตนายทหารซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในสามเกลอแกนนำ นปช. อันเป็นปริศนาอุบัติเหตุจากการที่เขาถูกรถกระบะพุ่งเข้าชนขณะขับรถจักรยานยนต์อยู่บริเวณคลอง 7 ปทุมธานีบาดเจ็บสาหัสแล้วไปขาดใจที่โรงพยาบาล
และที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำสามเกลออีกคนหนึ่งกล่าวว่าการตายของนายธนพล หรือ “น้ำหวาน” มีลักษณะฆาตกรรมอำพรางเช่นเดียวกับการตายของอ้วน บัวใหญ่ นปช.โคราช เมื่อเดือนที่แล้ว จึงจะนำความจริงมาเปิดเผยต่อประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้ง
ย่อมเป็นการนำเอาความจริงมาเป็นข้อต่อสู้ทางการเมืองตามธรรมดาอีกเช่นกันของฝ่ายที่ไม่มีอำนาจอยู่ในมือ คงไม่ต่างอะไรมากมายกับเมื่อครั้งที่พันธมิตรเสื้อเหลืองเคยโวยวายหลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกบุกยิงด้วยอาวุธสงครามไม่ถึงตายนั่นแหละ
การที่นายสนธิออกมาวิจารณ์พรรคเพื่อไทยว่าส่งผู้ต้องหาก่อการร้ายลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นเพียงการแสดงธาตุแท้ของการเป็นนักบิดเบือนก้าวร้าว ในทางการเมืองภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ใครๆ ย่อมรู้ว่าพรรคใหม่เอี่ยมไม่ควรเกะกะกีดขวางพรรคเก่าแก่
โดยเฉพาะตัวนายสนธิรู้แก่ใจว่าชนักปักหลังคดีผู้ก่อการดีปิดทำเนียบ และสนามบินของพวกตนยังมีอยู่ การถอนตัวผู้สมัครพรรคตนเปิดทางให้ ปชป. และเก็บปากเก็บคำไม่กล้ำกรายพรรคเก่าแก่ อย่างน้อยเอาไว้ทวงบุญคุณ ย่อมดีกว่าปล่อยให้เขาไปสนิทแนบแน่นกับพรรคงูเห่าที่กำลังขึ้นวอ
ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่ง ไม่ว่าช้าหรือเร็ว อาจมีกองกำลังชุดดำไม่ทราบฝ่าย หรือจรวดอาร์พีจีไปป้วนเปี้ยนแถวท่าพระอาทิตย์บ้างก็ได้ ในเมื่อแม้การระเบิดถังเปล่าในค่ายทหารที่นนทบุรีโฆษกพรรค พท. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ยังบอกว่าเป็นรายการสีเขียวจัดฉากจากรสมือนายพลชื่อย่อ ป. ผู้แนบสนิทกับพรรคแมลงสาบ
แต่ก็นั่นแหละ นายสนธิ และก๊วนการเมืองใหม่ก็ยังคงผลักดันแนวทางฟาดฟันต่อฝ่ายที่ขัดผลประโยชน์อย่างไม่ยั้งด้วยการบิดเบือนผ่านสื่อของตนจนเป็นกลายเป็นปราการใหญ่สกัดกั้นความปรองดองในสังคมการเมืองไทย “จึงได้ถลำลึกลงไปสู่หุบเหวแห่งความเกลียดชัง” ดังที่บทความวิจัยโดยปิยวิทย์ คุ้มพงษ์ ว่าไว้ในหนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์
น่าเสียใจที่วิธีการระห่ำของการเมืองใหม่เป็นฝนตกขี้หมูไหล ทำให้ได้พบ และเอื้ออำนวยซึ่งกันและกันกับจอมยุทธ์วิชามารอย่างพรรค ปชป. แม้เวลานี้จะดูเหมือน ปชป. จะสาวได้สาวเอา แต่น้ำใต้ศอกอย่าง กมม. ก็หวังรอเวลาที่จะตักตวงบ้างในกาลข้างหน้า หรืออย่างน้อยพอเอาตัวรอดไประยะหนึ่งพอที่จะให้เทพยดาฟ้าดินซึ้งตรึงใจ
เราจึงไม่เห็นเครือผู้จัดการใส่ใจกับการแก้ปัญหาภัยแล้งของรัฐบาลด้วยการบอกให้ชาวนาเลื่อนเวลาทำนาออกไป หรือปัญหาชาวบ้านโบกมือไล่ไม่ขอรับโครงการอาสาสมัครหมู่บ้านเพราะเจอเข้ากับอาหารบูด หรือแม้แต่การตั้งงบประมาณจัดซื้อรถยนต์ไว้ใช้ในวงราชการเพิ่มเติมอีก 108 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรถขบวนของนายกฯ 22 คันมูลค่าเกือบ 79 ล้านบาท
จัดว่าเป็นมาตรการฟุ่มเฟือยที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลย ทั้งประชาชน และประเทศชาติ เว้นแต่สำนักนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความฟุ่มเฟือยในการตกลงจะซื้อเครื่องบินแอร์บัสใหม่ฝูงใหญ่ 10 ลำ
ตามรายงานข่าวของต่างประเทศที่สื่อไทยในประเทศไม่รู้ไม่ชี้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศกษิต ภิรมย์ ซึ่งมีภารกิจหลักในการไล่ล่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เกิดมีภารกิจพิเศษต้องบินด่วนไปดูแลเรื่องการสับเปลี่ยนกระเป๋าเดินทางของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ท่าอากาศยานปารีส
เสร็จแล้วปรากฏว่าท่าน รมว. ลงเอยได้ทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาซื้อเครื่องบินแอร์บัสฝูงใหม่แทน น่าเสียดายที่ไม่เห็นข่าวอย่างนี้ในแอสทีวี ไม่เช่นนั้นคงได้รายละเอียดลึกล้ำแบบเดียวกับข่าวมิดีมิร้ายเกี่ยวกับทักษิณที่มีบ่อยๆ
สิ่งที่สื่อเสี้ยมในเครือผู้จัดการสนใจจะเป็นเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับฐานเสียงชนชั้นกลางในเขตเมือง หรือที่เรียกกันในยุคเผด็จการครึ่งใบตั้งแต่สมัยสฤษดิ์มาถึงเปรมว่า “ชาวกรุง” ก็คือ แผนการณ์ทุ่มงบฯ 3 หมื่นล้านบาทต่ออายุมาตรการตรึงราคาก๊าซและไฟฟ้า แถมด้วยยืดเวลาบริการฟรีรถเมล์ และรถไฟชั้นสาม
อันล้วนเป็นประชานิยมสำหรับประชาชนที่พอมีจะกินกันอยู่แล้ว ถึงจะเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เพราะการให้ปัจจัยฟรีแก่ผู้ที่ไม่ขาดแคลนจะกลายเป็นการสะสมที่ไม่เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
แต่สำหรับรัฐบาลเทพประทานความรักความพอใจ และความซาบซึ้งของประชาชนแม้จะเพียงส่วนย่อย ย่อมสำคัญกว่า หรือมาก่อนความเท่าเทียมในโอกาสที่จะได้กินดีอยู่ดีของประชาชนส่วนใหญ่