ความจริงมีอยู่ว่า ผู้ชุมนุมไม่มี “เป้าประสงค์” หรือ “ผลประโยชน์อันมุ่งมั่นต้องการ” ของตนเอง สำหรับดับทุกข์ร้อนอันสืบเนื่องมาจากเรื่องการเมือง กล่าวคือ ผู้ชุมนุมมีความเป็นอยู่ปกติสุขดีอยู่แล้ว มีใครหรือที่จะยอมอดทนเป็นทุกข์อันมาจากการเสียสิทธิ์ทางการเมืองโดยมิชอบ เพื่อรอผู้อื่นให้เรียกร้องต่อรัฐบาล? ความจริงมีอยู่อีกว่า ผู้ชุมนุมมีแต่ “เป้าประสงค์” ที่นายใหญ่ได้กำหนดขึ้นมาและบัญชาการให้รับไปทำให้สำเร็จ ในรูปแบบ “อัตตาธิปไตย” ล้วนๆ ไม่ว่าจะมีรางวัลสินจ้างให้หรือไม่ ก็ตาม
โดยธรรมชาติการชุมนุมแล้ว “เป้าประสงค์” จะเริ่มเกิดขึ้นที่ตัวผู้ชุมนุมเองก่อน อย่างเช่นกรณีเมื่อเร็วๆ นี้ในสหรัฐอเมริกา นักศึกษาในหลายรัฐ ต่างมองเห็นพ้องต้องกันด้วยตนเองว่า สถาบันอุดมศึกษาตนได้ประกาศขึ้นค่าเล่าเรียนไว้สูง เกินกว่าสมรรถภาพทางการเงินตนที่จะรองรับได้ บางแห่งขึ้นถึงร้อยละ 35 ของอัตราเดิม ต่างจึงมี “เป้าประสงค์” ของตนเอง เรียกร้องให้ปรับอัตราใหม่ลงมาในระดับสมจริง โดยไม่มีมือที่สามที่มิใช่นักศึกษาแอบเข้าไปสำแดงตนเป็นนายใหญ่กำหนด “เป้าประสงค์” ให้แทน
เมื่อนายใหญ่ทักษิณต้องการให้มี “การยุบสภา” ผู้ชุมนุมก็ตกลง “ร่วมด้วยช่วยกัน” เหตุผลสำคัญๆ ก็มีอาทิ (1) มี “ศรัทธา” เป็นการส่วนตัว เพราะนายใหญ่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี และเคยให้การอุปถัมภ์หมู่บ้านตนตามนโยบายประชานิยมมาก่อน (2) เห็นชอบด้วยกับ “การยุบสภา” เพราะได้ชมได้ฟังสื่อทั้งหลายของนายใหญ่โหม “โฆษณาชวนเชื่อ” มาพอสมควร (3) ตกลงเข้าร่วม “ยุบสภา” เพราะนายใหญ่อำนวยความสะดวกเรื่องค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ฯลฯ
เพื่อให้การชุมนุมมีชีวิตชีวา แกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้พยายามอัดฉีด “ความเกลียดชัง” เข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ชุมนุม เช่น โปรยคำขวัญ “จากใจถึงใจ ไล่อำมาตย์” และคำยุยงให้มองว่า เป็นการชุมนุมของชนชั้น “ไพร่” ซึ่งได้แก่ผู้ชุมนุม ผู้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับชนชั้น “จ้าว” ซึ่งมีสถานภาพอันสูงส่งสุดเอื้อม เป็นต้น
ทว่า กลยุทธ์อัดฉีดดังกล่าวไม่ประสบผลเท่าที่ควร เพราะผู้ชุมนุมรู้ลึกๆ อยู่ในใจว่า ตนกำลังมีความเป็นอยู่ปกติสุขดีอยู่แล้ว ไม่ถูกอำมาตย์ทำร้ายขับไล่ อย่างที่นายใหญ่กำลังทำร้ายขับไล่อำมาตย์อยู่ และไม่มีญาติโยมเพื่อนฝูงใดๆ ที่ยังตกอยู่ในฐานะ “ไพร่” ทั้งนี้ จิตใต้สำนึกผู้ชุมนุมตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ตนไม่ได้มาเรียกร้องให้ตนเอง แต่เรียกร้องให้นายใหญ่ ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
นอกจากจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีใน “ประชาธิปไตย” ของผู้ชุมนุมด้วย “อัตตาธิปไตย” และการยั่วยุปลุกปั่นอย่างไร้ศีลธรรมของตนแล้ว นายใหญ่ทักษิณยังมี “วิธีการอุบาทว์” ที่ทำลายศรัทธาของผู้พบเห็น และประจานตนเองให้ผู้คนประณามอีกด้วย เช่น ให้ขว้างปาสิ่งขับถ่ายเข้าไปในบริเวณบ้านพักส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ข่มขู่ว่าจะเอาเลือดบุคคลสำคัญไปล้างเท้านายใหญ่ เจาะเลือดผู้ชุมนุมบางคนแล้วนำไปเท/ทาตามสถานที่ราชการสำคัญและบ้านนายกฯ รวมทั้งนำไปขีดเขียนขับไล่รัฐบาล เป็นต้น
ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ การนำเลือดไปเท/ทาดังกล่าว เพราะเลือดคือสิ่งมีชีวิตและเปรียบได้กับอวัยวะชิ้นหนึ่งของร่างกายมนุษย์ ผู้คนทั่วโลกยอมรับกันว่า การบริจาคเลือดคือการทำคุณความดีต่อสังคม เพราะเป็นการช่วยเยียวยาช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำเลือดที่มีชีวิตมีคุณค่ายิ่งไปเท/ทาทิ้งอย่างเศษขยะ ดังเช่นที่กลุ่มเสื้อแดงทำกัน ทั้งนี้ ส่อให้เห็นการขาดวิจารณญาณอันชอบด้วยศีลธรรมคุณธรรม และเหตุผลของนายใหญ่ทักษิณ สมควรได้รับการประณามอย่างยิ่ง
อนึ่ง การเท/ทาด้วยเลือดดังกล่าว ยังได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ชาวต่างชาติ ในลักษณะไม่เป็นมงคลต่อชาวไทยว่า คงเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมชาติไทย จริงๆ แล้ว วัฒนธรรมไทยไม่มีพิธีกรรมเท/ทาเลือด อาจมีก็แต่การกรีดเลือดตนในบุคคลบางกลุ่ม เพื่อแสดงความเด็ดเดี่ยวบางประการ ในพระพุทธศาสนา ซึ่งให้ละเว้นความรุนแรง ก็ไม่มีพิธีกรรมที่ต้องใช้เลือดเลย
เรื่องของเรื่องก็คือ นายใหญ่ทักษิณอาจต้องการฉวยโอกาสทำพิธีสังเวยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในโลกด้วยเลือดมนุษย์ เพื่อให้บังเกิดโชคลาภและประสบผลสำเร็จในการต่อสู้คดีความกับรัฐ อย่างเช่นที่ชนเผ่ามายันสมัยสี่พันปีก่อนในทวีปอเมริกาใต้ มีประเพณีที่ให้ผู้คนในเผ่า ทั้งที่อาสาสมัครและจับมาได้ ทำการกรีดเนื้อหนังตนให้เลือดไหลเทลงบนแท่นหินสำหรับบูชาพระเจ้า เพื่อเอาใจพระเจ้าทั้งหลายผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อว่าเลือดของผู้อาสาและของผู้ถูกจับมา จะอำนวยโชคดีมีชัยต่อหัวหน้าเผ่าและชนในเผ่าต่อไป
หากนายใหญ่ทักษิณมีความเชื่ออย่างเช่นชาวมายันดังกล่าว งานชุมนุมครั้งนี้ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่ง ในลักษณะ “ทำนาบนหลังคน” โดยเฉพาะบนหลังของผู้ชุมนุมที่ยอมเจาะเลือดให้กับนายใหญ่ เพื่อนำไปสังเวยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะได้รับรางวัลสินจ้างหรือไม่ ก็ตาม
เมื่อไม่มีทหารออกมาทำรัฐประหาร ทั้งๆ ที่มีการยิงระเบิดยั่วยุหลายลูกในปริมณฑลเมืองหลวง ซึ่งได้แก่ ที่กรมทหารราบที่ 1 รอ. สี่ลูก หวิดเจาะเข้าไปในอาคารกระทรวงกลาโหม หนึ่งลูก ที่กระทรวงสาธารณสุข สองลูก ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 มีนาคม 2553 ที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี หนึ่งลูก ฯลฯ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก็ยื่นคำขาดให้รัฐบาล “ยุบสภา” อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ก็ส่อเค้าว่าจะเจรจากับ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น ซึ่งทางรัฐบาลก็ยินดีตอบสนอง โดยเสนอให้มีการกำหนดกรอบกติกาการเจรจากันเสียก่อน เยี่ยงบรรทัดฐานสากล เพราะเมื่อยุบสภาแล้ว ก็จะไม่มีอะไรสำหรับเจรจากันต่อไป
แกนนำกลุ่มเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อยาวนานออกไป โดยจะประกบติดตามปิดล้อมนายกฯอภิสิทธิ์ไปทุกย่างก้าว ไม่ว่าท่านจะเดินทางไป ณ แห่งหนใดในไทย ในการนี้ ส่อให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะก่อให้เกิดภาวการณ์อันหมิ่นเหม่ต่อความปลอดภัยของนายกฯ และบ่งชี้ถึงความไม่ยี่หระต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลอันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นับเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐ หากห้ามแล้วไม่เชื่อฟังกัน ก็จักต้องอาศัยนิติธรรมเข้าแก้ไขปัญหาโดยเฉียบขาด เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ
การชุมนุมเพื่อ “ยุบสภา” ครั้งนี้ นับได้ว่ามีผลงานในระดับ “ย่ำแย่มาก” ใครที่ทำปากหวานกล่าวชื่นชมแกนนำกลุ่มเสื้อแดงว่า “แน่มาก...นาย” โดยอ้างว่าไม่ได้ใช้ “ความรุนแรง” นั้น เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนทั้งชาติ โดยเฉพาะชาวกรุง ซึ่งกำลังพากันเปลี่ยนท่าทีมองกลุ่มเสื้อแดงในทางลบมากขึ้นกว่าเดิม สักวันหนึ่ง กลุ่มเสื้อแดงจะกลายเป็น “หมาหัวเน่า” ไม่ช้าก็เร็ว
แม้จะยังไม่ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย “ความรุนแรง” โดยตรง แต่นายใหญ่ทักษิณก็มียุทธศาสตร์ใช้ “ความรุนแรง” ตลอดการชุมนุม เช่น ข่มขู่จะเอาเลือดผู้อื่นไปล้างเท้าอีกคนหนึ่ง ทำการเจาะเลือดผู้ชุมนุมไปเท/ทาตามสถานที่ต่างๆ ดังกล่าว ยิงระเบิดสังหารต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการได้รับบาดเจ็บกับเสียเลือด ตลอดจนข่มขู่จะประกบติดตามปิดล้อมนายกฯไปทุกแห่งหน โดยไม่รับรองว่าจะลงเอยแบบมีการเสียเลือดหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้ บ่งบอกว่าเป็นแผนอุบาทว์จาก “ผีดูดเลือดแดร็คคูล่า” ซึ่งกลับชาติมาเกิดในร่างของนายใหญ่อย่างแจ่มแจ้งแดงแจ๋
ไหนๆ ก็ได้ทำพิธีกรรมสังเวยเลือดผู้อื่นเพื่อให้ตนประสบโชคดีมีชัยเรียบร้อยแล้ว ทำไมนายใหญ่ทักษิณจึงไม่กล้าหาญชาญชัยเล่นเกมการเมืองเยี่ยงผู้ดี มิใช่อย่างผู้ร้ายเรียกค่าไถ่ (บาป) โดยหยุดทำร้ายประเทศไทย กลับไทยรับโทษอาชญาแผ่นดิน ขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งในอีกปีสองปี ให้รู้แล้วรู้รอดไปว่า แม้วกับมาร์ค ใครจะโชคดีมีชัยกว่ากัน?
อย่าลืมว่า ความนิ่งเงียบด้วยขันติธรรมของประชาชนทั้งชาติ ท่ามกลางความบ้าเลือดของนายใหญ่ทักษิณขณะนี้ มิได้หมายความว่าเมืองไทยมีเพียงกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเท่านั้น.