Login
 
 

ธนรัตน์ขอยำด้วยคน
โดย....... ธนรัตน์ ยงวานิชจิต


นายกฯอภิสิทธิ์เข้าเฝ้าในหลวง เพื่อถวายรายงานสถานการณ์บ้านเมือง ภาพ ผู้จัดการ


นายกฯอภิสิทธิ์และรองนายกฯสุเทพ หารือกันเรื่องการดูแลความปลอดภัยของบ้านเมือง ภาพ กรุงเทพธุรกิจ


กลุ่มเสื้อแดงพร้อมก่อการจลาจลในช่วงวันแรม 14 ค่ำ 15 ค่ำของมีนาคม 2553 ภาพ ผู้จัดการ


นายทักษิณ ชินวัตร พร้อมบัญชาการจลาจลในไทยจากต่างประเทศ ภาพ ผู้จัดการ

แม้หวังตั้งสงบ….


“พี่น้องประชาชนต้องไปร่วมกันเอาประชาธิปไตยคืนมา หากไม่มีประชาธิปไตย บ้านเมืองเรามีปัญหาแน่นอน เราต้องช่วยกันเอาประชาธิปไตยมาให้ได้ วันนี้เรื่องของตนน้อยมากน้อยกว่าเรื่องประชาธิปไตยที่ใหญ่กว่า เรื่องของตนเป็นแค่เหยื่อ”

 

นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวข้อความข้างต้นผ่านวิดีโอลิงก์ไปที่เวทีอำเภอสูงเม่น จ.แพร่ พลางโวยลั่นถูกรังแกทั้งครอบครัว แถมยุให้ผบ.เหล่าทัพออกทีวีไล่ “อภิสิทธิ์" ตามรายงานกรุงเทพธุรกิจเมื่อ 9 มีนาคม 2553

คำว่า “ประชาธิปไตย” คือ เบ็ดตกปลาที่นายทักษิณนิยมใช้ล่อหลอกชาวชนบทให้ติดเป็นเหยื่อเสมอ ความจริงมีอยู่ว่า ไม่ว่าประเทศใดจะมี ประชาธิปไตยหรือไม่ “ปัญหา” ก็มีในประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว เมื่อไม่มี “ศีลธรรม” ต่างหาก เราจะมีปัญหาอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของ “ตน” นั้น เป็นเรื่องใหญ่มาก ใหญ่กว่าเรื่องประชาธิปไตย เพราะตนได้ถูกศาลฎีกาพิพากษาด้วย “หลักฐานรัดกุมหนักแน่น” แล้วว่า ได้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นจิตวิญญาณของประชาธิปไตย ทั้งนี้ ส่อให้เห็นความไร้ศีลธรรมจริยธรรมของตนอย่างชัดเจน

การกล่าวยั่วยุ ผบ.เหล่าทัพให้ออกทีวีไล่ “อภิสิทธิ์" นับเป็นการดูหมิ่นสติปัญญาของเจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสระดับสูงสุดอย่างยิ่ง แต่หากนายทักษิณได้แอบนัดหมายกับนายทหารบางคนระดับรองๆ ลงมา ให้ฉวยโอกาสออกมาไล่ “อภิสิทธิ์” ในขณะที่ปริมณฑลเมืองหลวงตกอยู่ในภาวะจลาจล จนมีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินด้วยฝีมือพวกตน ก็จะเป็นกลยุทธ์ที่เป็นไปได้เฉพาะในฝันของตนเท่านั้น

เพราะอะไร? เพราะนายทักษิณได้ประจานตัวเองไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า “ตน” คือผู้ที่ศาลฎีกาได้พิพากษาด้วย “หลักฐานรัดกุมหนักแน่น” ว่า เป็นผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมืองถึงสองครั้ง ทั้งคดีที่ดินรัชดาภิเษกและคดียึดทรัพย์ แถมยังมี “ระเบิดเวลา” ที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาคดียึดทรัพย์อีกหลายลูก พร้อมที่จะนำตนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกไม่นานเกินรอ และคดีความอื่นๆ ที่ตนต้องต่อสู้อีกมากมาย อีกทั้งเงินจำนวนมหึมาที่แช่แข็งอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งตนยังมิบังอาจไปแตะต้อง เพราะไม่กล้าเสี่ยงกับข้อกล่าวหาฟอกเงิน

ด้วยสถานภาพที่ตกต่ำย่ำแย่ปานนี้ ยังจะมีนายทหารหรือใครที่ไหนอยากคบหาสมาคมร่วมเป็นร่วมตายกับ “ตน” อีกหรือ?

สาเหตุที่ตกต่ำย่ำแย่ ก็เพราะนายทักษิณมี “อุปนิสัยใจคอ” ดังนี้

              1. ชอบสวมหน้ากากหลอกลวงผู้อื่น ดังเช่นที่ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนชอบหยิบยื่นนโยบายประชานิยมให้ชาวชนบทผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วทำการปล้นชาติบ้านเมืองอย่างเลือดเย็น ในทำนองเดียวกับสุนัขจิ้งจอกในคราบของแกะน่ารัก ที่คอยหลอกลวงเหยื่อแล้วฆ่ากินอย่างแยบยล

              2. เชื่อว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะตนได้ ดังเช่นที่ตนยังสามารถหลบหนีจากเงื้อมือกฎหมายได้อยู่

              3. มีความโหดเหี้ยมอยู่ในจิตวิญญาณ ดังเช่นที่เห็นได้จากนโยบายปราบผู้ชุมนุมที่ตากใบ นโยบายปราบยาเสพติดที่วิสามัญฆาตกรรมผู้ถูกกล่าวหาอย่างง่ายดาย ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งได้ประณามตนไว้ ตลอดจนกรณีรัฐบาลนอมินีของตนใช้อาวุธสงครามทำร้าย/ฆาตกรรมผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อเหลืองเมื่อ 7 ตุลา 51  

               4. สำแดงตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่น คือ ก้มหัวให้ใครไม่เป็น ดังเช่นที่ได้ทำตนเป็นจอมเผด็จการในคราบนายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการควบคุมตำแหน่งทางการเมืองในรัฐสภาและรัฐบาล เพื่อปิดปากผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้และทำลายระบบถ่วงดุลอำนาจบริหารโดยสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาสังคมว่า ตนคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน

                5. ข่มขู่ผู้อื่นให้บังเกิดความเกรงกลัวในตน ดังเช่นที่ตนได้สั่งย้าย/ปลดผู้บังอาจขัดขวาง โต้แย้ง หรือไม่ให้ความร่วมมือกับตนในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ “เชือดคอไก่ให้ลิงดู” 

อุปนิสัยใจคอดังกล่าวได้ก่อให้เกิด “ภาพลักษณ์” นายทักษิณ ดังนี้

· เป็นยอดนักหลอกลวงต้มตุ๋นคน

· ไร้จิตสำนึกในความผิดชอบ

· มีบุคลิกภาพของผู้มีจิตต่อต้านทำร้ายสังคม (sociopath) คือ มีแต่ (1) ความก้าวร้าวดุดันกับความถนัดในการประกอบอาชญากรรมและละเมิดศีลธรรมจริยธรรม (2) ไร้สมรรถภาพในการหยั่งรู้ความรุนแรง (3) ไร้ความรู้สึกสำนึกผิด ดังที่กล่าวอยู่เสมอว่า “ตนถูกรังแกกลั่นแกล้ง” (4) นิยมใช้ความรุนแรงและเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่น ทั้งที่เคยเป็นมิตร (อย่างกรณีนายสมัคร สุนทรเวช) หรือศัตรู และ (5) มีแต่ความหิวโหยใน “อำนาจกับเงินทอง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการบงการผู้อื่น สมุน และสังคม 

มีใครบ้างที่อยากคบค้าสมาคมร่วมชะตากรรมกับใครก็ตามที่มีภาพลักษณ์อันน่าสะพึงกลัวแบบ “ผู้ร้าย” ตามข้างต้น? ผู้คนที่ยอมรับการอุปถัมภ์เป็นครั้งคราวจากนายทักษิณน่าจะหาได้ไม่ยาก แต่พอเสียงปืนแตกเมื่อใด เงินในมือหรือจะสำคัญกว่าชีวิตตัวเอง?

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุผลมากที่สุด ผู้วางแผนชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ แบบ “ม้วนเดียวจบ” ของกลุ่มเสื้อแดง ได้เลือกวันที่ 14 หรือ 15 มีนาคม 2553 ซึ่งตรงกับแรม 14 ค่ำหรือ 15 ค่ำ เป็นวันเผด็จศึก ในช่วงวันดังกล่าว พระจันทร์โคจรเต็มดวงผ่านเหนือไทยพอดี ในลักษณะมืดมิดทั้งดวง ในขณะที่ส่งแรงดึงดูดต่อโลกอย่างรุนแรงกว่าช่วง 7 ค่ำหรือ 8 ค่ำ โดยทำให้น้ำบนผิวโลกยกระดับสูงขึ้นมาก ในขณะเดียวกันก็ดึงดูดน้ำหรือเลือดในเรือนร่างของมนุษย์ให้ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ผู้ชุมนุม ไม่มากก็น้อย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และความคิดอ่านของตนอย่างในวันอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว อนึ่ง พระอาทิตย์อาจส่งแรงดึงดูดเพิ่มพูนหรือตัดทอนแรงดึงดูดของพระจันทร์ได้เสมอ

ตามปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว ประชาชนที่ถูก ส.ส.ผู้ไม่หวังดีต่อชาติเกณฑ์ไปก่อจลาจล จะถูกพลังแรงดึงดูดของพระจันทร์ ชักนำให้มีอารมณ์ก่ออาชญากรรมและเผาบ้านเผาเมืองได้อย่างขาดสติไม่รู้ตัว โดยยังต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งปวงตามกฎหมาย ดังเช่นในช่วง 14 ค่ำหรือ 15 ค่ำอื่นๆ แม้กระทั่งประชาชนที่จะออกมาปกป้องชุมชนตนจากการจลาจล ก็อาจถูกแรงดึงดูดจากดวงดาวบั่นทอนการควบคุมอารมณ์และความคิดอ่านของตนได้เช่นกัน หากไม่ระมัดระวังตั้งตนให้ควบคุมสติไว้เสมอ

ด้วยเหตุนี้ การประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงอย่างเดียวจะไม่พอเพียงในการป้องปราบการจลาจล รัฐบาลจักต้องเตรียมพร้อมรับมือกลุ่มเสื้อแดงอย่างเต็มอัตราศึกด้วยความไม่ประมาท แม้ว่าอาจมีผู้ชุมนุมน้อยกว่าที่คาดไว้ ก็ตาม

ในขณะเดียวกัน หน่วยคอมมานโดชุดพิเศษ ไม่ปรากฏต้นสังกัด อาจฉวยโอกาสออกจู่โจมจับกุมนายทักษิณในขณะออกวิดีโอลิงก์ บัญชาการจลาจลอย่างเมามัน ณ ที่หนึ่งใด ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไทยนัก.

 

 

 



นำเสนอข่าวโดย : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :