เมื่อผู้ชนะได้รับการปูนบำเหน็จ ผู้จัดจะเปิดโอกาสให้เลือกรางวัลเป็นเงินตายตัว หรือเลือกกล่องเพื่อเปิดดูภายในว่าเป็นรางวัลใหญ่กว่า แพงกว่า และดีกว่าแค่ไหน ซึ่งกลายมาเป็นวลีการเมืองสำหรับผู้ชนะที่ไม่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กินรวบทั้งหมดว่า “เอาทั้งเงินทั้งกล่อง”
นี่คือจุดหมาย หรือ “ธง” ของการตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ผู้ชักใยต้องการ (ถ้ามีเบื้องหลังจริงดังที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้สัมภาษณ์หลังจากองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเสร็จการอ่านคำตัดสิน)
แม้ว่าคำตัดสินให้ยึดไปเลย 4.6 หมื่นล้านบาท เหลืออีก 3 หมื่นล้านยังไม่ยึด (ในตอนนี้) จะทำให้ดูดีว่าศาลมีเมตตา แต่จากการที่หน่วยงานต่างๆ เรียงหน้ากันออกมาเก็บสแปร์ อันได้แก่สรรพากรกะขย้ำค่าภาษีอีก 1.2 หมื่นล้าน ป.ป.ช.เตรียมสอยต่อซุกหุ้นภาคสอง และอัยการจะเล่นงานด้วยโทษอาญาติดคุก 26 ปีบ้าง
ไม่นับกระทรวงไอซีทีพลอยของขึ้นสั่งขุดคุ้ยสัญญา สัมปทาน และข้อตกลงต่างๆ เพื่อหาช่องว่ามีอะไรเป็นความผิดได้หลงเหลืออยู่บ้าง
งานนี้ไม่ใช่คำตัดสินฐานกรุณาอย่างที่คิดกัน หากแต่เป็นการฟันอย่างบรรจง ที่ลงเอยผู้ชนะได้ทั้งเงินและกล่อง โดยที่ของในกล่องนั้นเห็นแจ้งแล้วอย่างหนึ่งก็คือ ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งกระฉูดตามคำทำนายของบลูมเบิร์ก
จึงไม่แปลกอะไรที่ได้เห็นทักษิณทั้งโอดครวญ ทั้งคำราม ไม่ยอมรับคำพิพากษา แถมประกาศจะฟ้องศาลยุติธรรมนานาชาติ (ซึ่งนักวิชาการเส้นสายเฟอรารี่อย่างนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีนิติศาสตร์ มธ. ออกมาฟันธงแล้วว่าเป็นไปไม่ได้)
ขณะที่นักกฎหมายสายคณะสื่อสารไร้พรมแดน ปท. (ประชาไท) อย่างผู้ใช้นามว่า “เสรีชน” เขียนแนะนำไว้น่าฟัง กระทั่งทักษิณยังเอ่ยถึง
คุณเสรีชนแนะให้ทักษิณไปฟ้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (United Nations Commission on Human Right) แทน โดยไปฟ้องกับคณะทำงาน หรือเวิร์คกิ้งกรุ๊ปหนึ่งในเจ็ดที่เรียกว่า Working Group on Administration of Justice เมื่อคณะทำงานรับคำร้องเรียนแล้วจึงส่งเรื่องให้คณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้พิจารณาตัดสิน
ผมไม่ทราบว่า “เสรีชน” ผู้นี้เป็นใคร แต่ถือวิสาสะนำความคิดเห็นของท่านมาขยายผลเพราะเนื้อหาที่เขียนไว้ลุ่มลึก และสมเหตุสมผลเสียยิ่งกว่าตรรกะขององค์คณะผู้พิพากษา
“เสรีชน” แนะข้อต่อสู้ที่ทักษิณน่าจะใช้ฟ้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทั้งหมด 4 ประการ
ข้อแรกว่าด้วยองค์ประกอบของคณะผู้พิพากษา ซึ่งดูเหมือนจะตรงกับแผนที่คณะทนายของทักษิณเตรียมใช้เป็นข้ออ้างในการยื่นอุทธรณ์ (อันจะต้องทำภายใน 30 วัน และไม่สามารถต่อสู้ในหลักกฎหมายได้ ต้องเสนอหลักฐานข้อเท็จจริงใหม่แต่สถานเดียว)
คุณเสรีชนบอกว่าผู้พิพากษาหกหรือเจ็ดคนในองค์คณะทั้งเก้านั้นเคยตัดสินคดีของทักษิณมากันแล้ว จึงเป็นองค์ประกอบที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ซึ่งผู้พิพากษาจะต้องขาวสะอาดในคดีที่ตนนั่งบัลลังก์ตัดสิน
อันนี้คล้ายคลึงกับข้อเสนอแนะที่สองเกี่ยวกับองค์ประกอบของ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) ว่าล้วนได้รับแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คมช. และมาจากผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทักษิณ แล้วให้มาทำหน้าที่สอบสวนคดี ขัดต่อหลักนิติธรรมสากล
ข้อสามเป็นเรื่องที่ระบบกฎหมายสากลปฏิเสธอย่างจะแจ้ง แต่ตุลาการไทยกลับยอมรับอำนาจ และคำสั่งของคณะรัฐประหาร ผ่านทางประกาศ คตส. และข้อบังคับโดย ป.ป.ช. (คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เปรียบดังยอมศิโรราบต่อกฎหมายจากปากกระบอกปืน
ข้อนี้ได้มีการเอ่ยถึงกันมากในชุมชนออนไลน์หลังจากคณะผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินว่า ศาลฎีกาได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการดำเนินคดีต่อนักการเมือง ด้วยการตัดสินบนรากฐานของอุดมการณ์ยุติธรรมแบบไทยๆ คือดูที่ตัวบุคคลว่าเป็น “คนดี” แค่ไหน มากกว่าข้อเท็จจริงในสภาพแวดล้อม
ทำให้มีคำถามอย่างท้าทายต่อระบบยุติธรรมไทยว่า แล้วอย่างนี้ศาลจะเอามาตรฐานการตัดสินครั้งนี้ไปใช้กับนักการเมืองพรรคอื่นนอกจากพรรคที่เกี่ยวข้องโยงใยกับทักษิณหรือไม่
เพราะการทุจริตในลักษณะที่ทักษิณโดนตัดสินยึดทรัพย์นั้นมีปรากฏให้เห็นชัดเจน รวมทั้งพรรคเทพประทาน
จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการการเงินฯ วุฒิสภาตั้งข้อสงสัยต่อคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีวิทยาศาตร์ และเทคโนโลยี ของพรรคประชาธิปัตย์มีพฤติกรรมอำพรางหุ้น (โอนไปให้ และปล่อยกู้แก่ลูกสาวและลูกชายสามคนรวมหลายร้อยล้าน) เข้าข่ายความผิดอย่างเดียวกับทักษิณ
จะมีองค์กรอิสระใด หรือศาลหน้าไหนคิดทำคดีนี้ให้ถึงที่สุดโดยนัยยะของการบังคับใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งท่วมท้นบ้างไหม
จากการขุดคุ้ยของ ส.ว. เรืองไกรอีกเช่นกัน ไม่แต่เพียงคุณหญิงกัลยาซึ่งเป็นคนในตระกูลเจ้าของธนาคารกรุงเทพฯ ที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอยู่ และเป็นธนาคารที่บุกรุกป่าสงวนเขาสอยดาวเนื้อที่เกือบ 500 ไร่ใช้สร้างเป็นสนามกอล์ฟเอกชนนั้น
คนสำคัญในรัฐบาลอย่างรมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช (ปชป.) และรมว. มหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย) ล้วนมีพฤติกรรมฝากหุ้นเช่นกัน
สำหรับข้อเสนอแนะที่สี่ของคุณเสรีชนให้ทักษิณต่อสู้ศาลฎีกาไทยในเวทีโลก เป็นการแย้งคำตัดสินประเด็นต่อประเด็นที่มีการถกในเชิงวิชาการกันบ้างแล้วประปรายบนเว็บไซต์ คุณเสรีชนรวบรวมไว้สี่ประเด็นอย่างจะแจ้ง และเป็นระเบียบ
ในประเด็นที่คำพิพากษาบอกว่ามีการแก้สัญญาเครือข่ายโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัวทักษิณ ศาลละเลยข้อเท็จจริงที่เป็นการออกพระราชบัญญัติโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้เห็นได้ว่าศาลละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ จะเรียกว่าก้าวล่วงสถาบันนิติบัญญัติก็ได้
แล้วยังตัดสินโดยอาศัยความเห็นจากทีดีอาร์ไอ (สถาบันวิจัยที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทักษิณมาตลอด) ถ่ายเดียว ไม่สนใจข้อเท็จจริงจากฝ่ายนิติบัญญัติ
ประเด็นที่สองเรื่องเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ที่ให้แก่พม่า ศาลตัดสินว่าเอื้อประโยชน์ต่อไทยคม และชินแซท โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งว่า นี่เป็นเงินกู้ที่รัฐบาลพม่าสัญญาจะต้องใช้คืน แม้จะมีระยะผ่อนผัน 5 ปี แต่พม่าก็รับภาระช่วยปราบยาเสพติด และให้สัมปทานขุดเจาะในอ่าวเมาะตะมะแก่ไทยเป็นการตอบแทนด้วย
ประเด็นต่อมาศาลอ้างว่าการที่รัฐบาลทักษิณแก้สัญญาโทรคมนาคมต่างๆ เป็นผลให้หุ้นของชินคอร์ปขึ้นไปพรวดเดียวมากมาย แต่ในข้อเท็จจริงที่คำพิพากษาอาจจะหลงลืมนำมาพิจารณาก็คือ ระยะนั้นเป็นช่วงฟองสบู่ฟู่ฟ่า หุ้นของบริษัทใหญ่ๆ ขึ้นกันทั้งกระดานยังกับจะเป็นคลื่นสึนามิ
อย่างหุ้นปูนใหญ่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นมากกว่าใครๆ ถึง 700 เปอร์เซ็นต์ และหุ้นของธนาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์กรุงเทพฯ กสิกรไทย หรือไทยพาณิชย์ (ของทรัพย์สินฯ เช่นกัน) ขึ้นมากกว่าชินคอร์ปเสียอีก รายละร้อยสองร้อยเปอร์เซ็นต์
ประเด็นที่สี่นี่สำคัญมากในลักษณะท้าทาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ทักษิณเคยเอามาพูดในการโจมตีอำมาตย์ในกรณีที่ว่าสมคบกันทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีประธานศาล องคมนตรี นักวิชาการ ไปร่วมประชุมกินปลาดิบ จิบไวน์วางแผนที่บ้านของปีย์ มาลากุล เจ้าพ่อช่อง 3 โดยมีพล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ที่ขณะนี้เปลี่ยนเป็นเสื้อแดงร่วมด้วย
คุณเสรีชนบอกว่าประเด็นสุดท้ายข้างต้นจะแสดงให้โลกเห็นว่าศาลไทยไม่เป็นอิสระในการตัดสินคดีความการเมือง และพิสูจน์คำเปรยของ พล.อ.ชวลิตว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง
การที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ชักชวนเสื้อแดงให้รณรงค์ถอดถอนคณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ทักษิณทั้ง 9 คน โทษฐานกระทำผิดรัฐธรรมนูญในการที่ขัดแย้งคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเดิมเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต จึงไม่ใช่การดิ้นเพื่อทักษิณเท่านั้น
แต่มันอยู่บนพื้นฐานของการเรียกหามาตรฐานไม่ซ้อนของความยุติธรรมในสังคมด้วยเช่นกัน
ไม่แต่เท่านั้น ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของการเมืองเรื่องตีงูให้ตายหลังคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ที่บรรดาทีมโฆษกรัฐบาลโพเดี้ยมออกมาสะบัดสำนวนกันน้ำลายฟุ้ง ท่ามกลางราคาคุยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะขาขึ้น
กลุ่มชาวนาจากภาคกลางก็ยังต้องใช้วิธีบุกเข้าร้องทุกข์บนเส้นทางเดินของนายกฯ ในทำเนียบรัฐบาล หลังจากถูกปล่อยให้รอครึ่งวันไม่มีใครสนใจ เพราะปัญหาราคาข้าวยังไม่ได้รับการแก้ไข การประกันราคาข้าวยังคงไร้ประสิทธิภาพ
และท่ามกลางความมั่นใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าเมื่อถึงคราต้องเลือกตั้งครั้งใหม่จะได้ส.ส. เข้าสภาถึง 240 คน คณะรัฐมนตรีเทพประทานก็อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะอย่างนิ่มๆ เงียบๆ ให้ทำการกู้เงินมาใช้กันอีก 4 หมื่น 4 พันล้านบาท
นายวัชระ กรรณิการ์ อีกหนึ่งในทีมโพเดี้ยมสำนักนายกฯ แถลงว่า อัตราการกู้ยืมเงินครั้งนี้จะทำให้สัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยับขึ้นไปอีกแล้วเป็น 49.81 แต่ก็ยังไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะระเบียบกำหนดให้กู้ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั่นแน่ะ
ฟังแล้วได้แต่ยกมือขวากุมหน้าอก มือซ้ายตบหน้าผาก โอ้พระเจ้าจอร์จ เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ยังไม่พออีกเหรอจ๊ะ ใจคอจะเอากล่องใหญ่เหมือนกัน ให้ถึง 60 เชียวหรือ.