ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปใด ยึดเกลี้ยง หรือยึดแค่ก้อนใหญ่ ก็ไม่มีทางทำให้สภาพขัดแย้งแบ่งพวกทางการเมืองคลี่คลายได้ เพราะความแตกต่างระหว่างสองสี เหลือง-แดง ไม่ได้อยู่ที่ใครชอบหรือใครไม่ชอบทักษิณ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในสื่อสายหลักทั่วไป
รวมทั้งไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะกับคำพูดว่า “ไม่มีใครยอมหรอก” ของเสธ.อ้าย พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เลขาธิการกิตติมศักดิ์ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 รุ่นเดียวกับองคมนตรีเขายายเที่ยง
และก็ไม่ใช่เพราะทักษิณประกาศว่าจะสู้ต่อไปจนแผ่นดินกลบหน้าด้วย
แต่เป็นเพราะความแตกต่างระหว่างเหลืองกับแดงอยู่ในไขสันหลังของการ “จงรักฯ” และเรื่อง “ปากท้อง”
ถ้าจะให้ขยายความในที่นี้ต้องใช้ทฤษฎีแทงกลับ หรือแทงสวนเหมือนกับการแทงหวยเลขท้ายสองตัว สามตัว ที่เดี๋ยวนี้เขาไม่ให้เล่นออนไลน์ เลยต้องกลับลงไปใต้ดิน
ผมเอาต้นแบบทฤษฎีดังว่ามาจากเทรนด์ใหม่ประจำปีนี้ของบรรดาสตรีในประเทศเม็กซิโก เมื่อพวกหล่อนพากันเปลี่ยนสมัยนิยมจากสีแดงมาเป็นสีเหลือง ตามพื้นฐานความเชื่อในเรื่องโชคลางอันติดตัวมากับวัฒนธรรมของชาติ ที่ว่า
สีแดงเป็นสีแห่งความรัก หากแต่สีเหลืองจะนำมาซึ่งทรัพย์ศฤงคาร
เมื่อตอนต้นปีนี้มีข่าว (นิวยอร์คไทม์) รายงานว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเยือนกรุงเม็กซิโกซิตี้ต่างพากันฉงนสนเท่ห์เมื่อเห็นตามแผงขายเสื้อผ้าในตลาดบาซาร์ ริมทางเท้า และสถานีรถใต้ดินเต็มไปด้วยสินค้าอาภรณ์ของอิสตรีชิ้นน้อยๆ ที่เรียกว่า “แพ้นตี้” หรือ กกน. สีเหลืองมากกว่าแดง
ผู้หญิงเม็กซิกันนิยมถือเคล็ดมานานหลายสิบปีเกี่ยวกับการเปลี่ยนกางเกงในตัวใหม่ในโอกาสขึ้นปีใหม่ โดยจะเลือกสีที่แสดงถึงสิ่งที่ต้องการในคำอธิษฐานสำหรับปีใหม่ เมื่อปีที่แล้วหญิงเม็กอยากได้ความรักกันมากกว่าอื่นใด พอมาปีนี้ผลจากเศรษฐกิจตกผลุงทั่วโลก และหนักหนาในเม็กซิโก ทำให้สาวแก่แม่หม้ายผละจากต้องการ “อิ่มใจ” ไปสู่ อิ่มกาย
ความแตกต่างของสีสำหรับสตรีเม็กซิกันนำมาปรับด้วยทฤษฎีแทงกลับเข้าไปใช้อธิบายปรากฏการณ์แตกต่างทางการเมืองไทยจะได้ว่า สีเหลืองนั้นยึดมั่นที่พึ่งทางใจเป็นสรณะ จึงเป็นพวกที่แสดงตนว่ามีความจงรักภักดีสูง และไม่ยอมรับอะไรก็ตามที่ตนเห็นว่าด้อยความจงรักภักดี แม้กระทั่งหลักการประชาธิปไตย
ส่วนพวกสีแดงนั้นยึดมั่นในเรื่องปากท้อง และความเท่าเทียม จึงมักประกาศเสมอว่าจะต่อสู้เพื่อกำจัดความเหลื่อมล้ำ (ระหว่างอำมาตย์กับสามัญ) การเอารัดเอาเปรียบ (ด้วยมาตรฐานซ้อน) และการบิดเบือนสิทธิพื้นฐาน (ในความศักดิ์สิทธิ์แห่งเสียงเลือกตั้ง)
ตรงนี้จะเห็นความแตกต่างได้ทันทีว่าสีแดงถือมั่นกับความเป็นปัจเจกนิยมสูง ขณะที่สีเหลืองหนักไปในทางยินยอมน้อมรับโองการแห่งศรัทธา และโจมตีผู้ที่เห็นต่างว่าหย่อนยานในความจงรักภักดี ซึ่งจะได้ยินได้ฟังแกนนำ และนักวิชาการเสื้อเหลืองหลายคนออกมาป้ายสีไม่ขาดระยะว่าสีแดงไม่ค่อยจงรักฯ
สีเหลืองยังพยายามตอกย้ำสม่ำเสมอด้วยว่าสีแดงกระทำการทุกอย่างตามคำสั่งของทักษิณ เพียงเพราะพื้นฐานความประทับใจของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่เป็นรากหญ้า มาจากยุคสมัยที่พวกตนได้ลืมตาอ้าปากจากนโยบายประชานิยมแบบต้นตำรับ
นี่เป็นที่มาแห่งวิกฤติขัดแย้ง และภาวะแยกข้างระหว่างเหลือง-แดง รุนแรงถึงเลือดสีแดงตกเมื่อสงกรานต์ที่แล้ว และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตรียมการปราบใหญ่ในขณะนี้หลังจากปลุกปั่นว่าสีแดงจะก่อเหตุรุนแรงเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกฯ มูลค่า 76,000 ล้านบาทในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้
กระบวนการปลุกปั่นมันเริ่มมากว่าหนึ่งเดือนเห็นจะได้ ระหว่างที่เสื้อแดงยังสาละวนอยู่กับเขายายเที่ยงและเขาสอยดาว ก็มีทั้งคนในวงผู้พิพากษา และส.ว. (ซึ่งไม่ใช่สูงวัย แต่เป็นผู้มีเกียรติในสภาสูงที่บ้างก็ลากตั้งกันมาโดยทหาร คมช. และม็อบมีเส้น พธม.) ออกมาวิจารณ์รูปคดีกันเอิกเกริกอย่างผิดทำนองคลองธรรม
จนกระทั่งล่าสุดม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ต้องออกมาปฏิเสธด้วยตัวเองพัลวันหลังจากที่โฆษกพรรคการเมืองใหม่ นายสำราญ รอดเพชร ใช้วิชามารของ พธม. เต้าข่าวว่ามีผู้พิพากษาถูกซื้อไปแล้ว 4 เสียงจาก 9 เสียง ด้วยเงินเป็นพันล้านบาท
จึงได้ทำให้มือขวาแป๊ะลิ้มจำใจยอมรับอย่างหนาๆ ในเวลาต่อมาว่าเอาข่าวลือมากระพือเล่นเท่านั้นเอง ก็ไม่เห็นมีใครกล้าทำอะไร
เลยยิ่งทำให้คดีเป็นที่จับจ้องกันอย่างกว้างขวางไปใหญ่ว่าจะเป็นจุดผันสำคัญยิ่งยวดต่อการเมืองไทย ขนาดสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งเอาไปวิเคราะห์กันต่างๆ นานา ทั้งรอยเตอร์ เอพี และบลูมเบิร์ก โดยเฉพาะรายหลังนี่เป็นสื่อสายตลาดหุ้นที่เคยเสนอข่าวในหลวงฯ ทรงประชวรหนัก ทำให้ตลาดหุ้นไทยตกฮวบฮาบ แต่รัฐบาลกลับไปจับแพะคนเล่นเว็บแทนมาแล้ว
คราวนี้บลูมเบิร์กมามุกใหม่ทำนายว่า ถ้าศาลตัดสินยึดทั้งหมด 7 หมื่น 6 พันล้าน จะทำให้เงินทุนต่างชาติคิดว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ พากันชักขึ้นจากกองจนเกลี้ยง แต่ถ้าตัดสินยึดไว้เพียงส่วนใหญ่ อายัดไว้ส่วนหนึ่ง และคืนให้จำเลยบางส่วนดังที่สำนักข่าวอื่นๆ คาดคะเน พวกทุนต่างชาติอาจวางใจว่าปลอดภัยยังคงเล่นต่อได้
แต่การวิเคราะห์ของสื่อนอกไม่ขลังเท่าข่าวลือ ข่าววงใน ภายในประเทศที่กระซิบกันแซด ว่าขณะเขียนนี้สามวันก่อนการตัดสิน “ธง” ยังไม่เปลี่ยนแปลง ตีงูแค่หลังหักไม่ได้ ต้องตีให้ตาย
อันเป็นการกดดันอย่างยิ่งต่อการทำงานของคณะผู้พิพากษา ไหนจะเสื้อเหลืองตีปลาหน้าไซเรื่องสินบนพันล้าน ไหนจะเสื้อแดงเอาชื่อและรูปไปปะตามเว็บต่างๆ แล้วยังต้องพยายามเขียนสำนวนให้ตรงกับธงซึ่งเป็นเรื่องยากอย่างมากหลาย
เพราะหากยึดเฉพาะในส่วนของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นหลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ก็ไปอย่าง นี่จะให้ยึดในส่วนที่ทำมาหากินสะสมมาก่อนการเมือง ในพจนานุกรมก็ไม่มีเสียด้วย
ครั้นจะใช้ทฤษฎีวัวกินหญ้าของนายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการสมุน คมช. ที่ได้ดิบได้ดีเมื่อทหารตั้งให้เป็น คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ก็ถูกนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยโต้ว่าขัดหลักนิติธรรม ใครขืนเอาไปใช้ก็เท่ากับเป็นพวกที่กินหญ้าเป็นอาหารเสียเอง
ยังมีนักวิชาการฉวยโอกาสเกาะกระแสเพื่อจะได้พิมพ์หนังสือออกขาย เขียนบทความคำนวณตัวเลขด้วยหลักบัญชีละเอียดยิบออกมาว่า ทักษิณควรถูกยึดทรัพย์มากกว่า 7 หมื่น 6 พันล้านเสียอีก
นางสฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งอ้างตนเป็นนักวิชาการชายขอบ นอกจากจะถูก ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งคณะศิลปศาสตร์ มธ. ตอกหน้าแงเปรียบเปรยว่ารับประทานอุจจาระ คมช. แล้ว ยังถูกนักเขียนสองไม่เอา “ใบตองแห้ง” ที่เด้งจากไทยโพสต์ไปเขียนประจำที่เว็บไซต์ประชาไทแย้งให้อีกว่าข้อมูลเธอผิดหลายอย่าง
“ใบตองแห้ง” เอาข้อมูลจากผู้ใช้นาม “Niravana” ในเว็บบอร์ดประชาไทที่เสนอไว้หลายประเด็นชี้ให้เห็นว่า ข้ออ้างต่างๆ ของคตส. ในการฟ้องยึดทรัพย์ทักษิณนั้นเป็นเหตุผลที่อยู่บนรากฐานความรู้สึกส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และไม่ใช่ตัวเลขถูกต้อง
ดังเช่นกรณีที่ฟ้องว่ารัฐบาลทักษิณแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตทำให้รัฐขาดรายได้ บริษัทเอไอเอสของชินคอร์ปได้เปรียบบริษัทอื่น และทวงผลประโยชน์ส่วนเกินจากบริษัทเอไอเอส เหล่านี้ที่เป็นข้อโจมตีอดีตนายกฯ ว่าเอื้อประโยชน์แก่บริษัทของครอบครัวตน โดยที่พวกพันธมิตรเพื่อพรรคใหม่เอาไปตีไข่ใส่ขิงเสียจนมิตรรักนักฟังแอ้สทีวีหลับหูหลับตาพูดได้แต่คำว่าทักษิณขี้โกง ทักษิณขี้โกง
ที่ไหนได้ ตัวเลข และรายละเอียดแท้จริงกลับกลายเป็นว่ารัฐบาลขิงแก่ของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยกเลิกการแปลงค่าสัมปทานทำให้ประเทศขาดรายได้จากบริษัทโทรศัพท์มือถือไปปีละ 16,000 ล้านบาท ผลงานของอำมาตย์แท้ๆ ส่วนที่ว่าเอไอเอสได้เปรียบบริษัทอื่น กลับปรากฏว่าแท้จริงบริษัทดีแทคของซีพีที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ กับบริษัททรูซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นกรรมการ เป็นบริษัทคู่แข่งที่ได้ประโยชน์มากกว่าเอไอเอส
สำหรับเรื่องผลประโยชน์ส่วนเกินก็เช่นกัน ซึ่งนางสฤณีคำนวณออกมาว่า เอไอเอสต้องจ่ายคืนให้รัฐเกือบสี่หมื่นล้านบาทนั้น ปรากฏว่าบริษัทดีแทคก็อยู่ในเกณฑ์ต้องจ่ายเหมือนกันถึง 4 หมื่น 7 พันล้าน แต่นักวิชาการตอแหลกลับลืมพูดถึงไปเสียฉิบ
นี่แหละขนาดใบตองแห้งที่เคยถูกเสื้อแดงอัดเมื่อเขาเขียนชมบิ๊กแอ๊ดเขายายเที่ยงเป็นการส่วนตัวเสียหยาดเยิ้ม ยังอดรนทนไม่ได้กับการรับประทานเศษอาจม คมช. ของนักวิชาการบางคน
นักวิชาการเหล่านี้สนับสนุน ให้ท้าย และพอใจแต่กับพรรคการเมืองที่เป็นแกนกลางรัฐบาลเทพประทานทหารตั้ง เสียจนแกล้งลืมหลักการ “ไม่เลือกข้าง” (Impartiality) อันเป็นคุณสมบัติพึงมีเมื่อผลิตงานวิชาการ จึงทำให้นโยบายไล่ล่าทักษิณเพื่อรักษาเวทีหากินการเมือง และปกปิดความผิดตัวเองของรัฐบาลชุดนี้ถูกมองข้าม
ดังคดีพรรคประชาธิปัตย์รับเงินหาเสียง 258 ล้านบาท ผิดกฎหมายพรรคการเมือง และผันเงินกองทุนหาเสียงมาใช้ผิดประเภทอีก 29 ล้านบาท กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มให้ประธานกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ปิดคดีตีตกลงไปตามธง แต่ยังเขินเพราะเกรงจะเป็นเชื้อไฟให้เสื้อแดงสุมหนักเข้าไปอีกนั้น
ณ บัดนี้มีทีท่าว่าคดี 258 ล้านนี้ต้องหลุดแน่ๆ เมื่อม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาประธาน กกต. ออกมาให้ข่าวชี้แนะว่าท่านประธาน อภิชาติ สุขัคคานนท์ เคยตัดสินยกคำร้องไปแล้ว และผู้ยื่นคำร้อง คือ ดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่ได้แจ้งความผิดกำกับมาด้วยแต่อย่างใด
ประเด็นหัวใจที่กุนซือใหญ่ กกต. อ้างครั้งนี้ก็คือ ในเมื่อดีเอสไอไม่ได้ทำคำวินิจฉัยว่าพรรคแมลงสาบมีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ กำกับมากับสำนวนที่ส่งให้ กกต. ดังนั้น กกต. ก็ไม่ควรก้าวล่วงไปตัดสินแทนดีเอสไอ
ซึ่งอธิบายตามชั้นเชิงสำนวนคดีฝรั่งก็ว่า กกต. สามารถปัดให้คำฟ้องตกไปบนรากฐานของความผิดพลาดทาง Technicality ที่ถ้าว่าตามสไตล์หมอความไทย ตีความคำพูดของม.ล.ประทีปได้ว่า คดีนี้อาจจะยกฟ้องด้วยตรรกะแบบศรีธนญชัย
คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านจึงชี้ชัดว่าใครได้ใครเสีย ทักษิณน่ะเสียหมดตักแน่นอน ทีมเทพประทานนับแต่อำมาตย์ ปชป. (ห้อยด้วยบางพรรคร่วม กับพรรคเกาะหลัง) และคณะทหารได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ส่วนพวกเสื้อแดงอาจเสียแรงที่สู้เท่าไรไม่เห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงค์ แต่พวกนี้คงสู้ต่อไปไม่ยอมหยุดยั้ง
สำหรับเสื้อเหลืองน่าจะอย่างเก่งก็แค่เสียรู้พวกศาสดา และแกนนำของตน เพราะส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางอยู่กินสบายแล้วเกือบทั้งนั้น ที่เคยออกมาร้องเย้ว เย้ว เขย่ามือตบให้สะใจเป็นครั้งคราว แก้เหงา เพิ่มสิ่งเร้าใจแก่ชีวิตเท่านั้นเอง
แล้วอย่างนี้จะไม่มีใครคิดแทงกลับ แทงสวนกันบ้างหรือไร โดยเฉพาะพวกที่ถูกกินเรียบกันเป็นประจำ