Login
 
 

The Massage Club
จามร สันติวณิชย์ (ครูอาร์ต)

ตอนที่ 10 ประวัติการนวด

สัปดาห์นี้ขอนำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างวิชาการสักหน่อย เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของการนวดครับ

       การนวดสมัยใหม่นั้น Dr.Douglas O. Graham ได้ให้คำจำกัดความของการนวด (massage) ว่าหมายถึงกระบวนการต่างๆ ที่กระทำโดยมือ เช่น friction, kneading, rolling, and percussion บนเนื้อเยื่อด้านนอกของร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ กัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษา ประคับประคอง หรือสุขอนามัย นอกจากนี้ การนวดอาจมีความหมายว่า “การใช้มืออย่างมีสติและสัมปชัญญะ เพื่อกระทำบนร่างกายโดยมีวัตถุประสงค์ในการบำบัด” หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า การนวดเป็นศิลปะการรักษาที่ใช้สัญชาตญาณโดยใช้ปลายนิ้วมือ

       การนวดอย่างมีแบบแผนเริ่มปรากฏขึ้นกว่า 4,500 ปีมาแล้ว หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการนวดพบในทวีปเอเชียนี่เอง คือที่ประเทศจีน ต่อมาญี่ปุ่นได้นำแบบอย่างวิธีการนวดมาจากจีนเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศักราช ตำราอายุรเวทของอินเดีย ซึ่งมีอายุประมาณ 3,800 ปี ก็ได้กล่าวถึงการนวดว่า เป็นการ "ช่วยให้ร่างกายรักษาตนเอง" โดยใช้น้ำมันทาถูไปตามผิวหนังส่วนต่างๆ ด้านตะวันตกชาวบาบิโลน (Babylonia), อัสซีเรีย (Assyria) และกรีกโบราณก็ได้กล่าวถึงการนวดเอาไว้ โดย ฮิปโปเครติส (Hippocrates) "บิดาแห่งการแพทย์" ตะวันตก ได้กล่าวถึงการนวดไว้เมื่อ 430 ปีก่อนคริสตกาลว่า "แพทย์จะต้องมีความเชี่ยวชาญในหลายสิ่ง แต่ที่แน่นอนอย่างยิ่งคือต้องมีความเชี่ยวชาญในการนวดด้วย" โดยเฉพาะการถูนวด เพราะว่าการถูนวดสามารถเชื่อมข้อที่หลวมให้แน่นขึ้นได้ ข้อที่หลวมทำให้เกิดการแข็งเกร็งมากเกินไป"

       นอกจากนี้ในเอกสารทางการแพทย์ของอียิปต์และเปอร์เซีย ก็ได้มีการกล่าวถึงคุณประโยชน์ของการนวดในการรักษาโรคต่างๆ ไว้มากมายเช่นเดียวกัน รวมถึงยุคโรมัน (27 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ.476) ก็ใช้การนวดเป็นหลักในการบำบัดและบรรเทาอาการปวด ในยุคนั้นมีสถานที่ที่นิยมใช้ออกกำลังกาย นวด และอาบน้ำอยู่ร่วมกันด้วย ต่อมาหลังจักรวรรติโรมัน ก็ยังคงมีสถานที่เช่นนั้นอยู่ซึ่งก็เป็นคำที่ใช้มาจนปัจจุบันนี้คือ ยิมเนเซียมนั่นเอง เชื่อว่าจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ผู้เป็นโรคลมบ้าหมู ก็ต้องรับการนวดตัวทุกวัน เพื่อบรรเทาการวูบหรือชักจากโรคลมบ้าหมู และเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ

       เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายลงไป คริสต์ศตวรรษที่ 5 ความก้าวหน้าในวงการแพทย์ทางยุโรปเป็นไปน้อยมาก แต่พวกอาหรับกลับเจริญกว่า อะวิ เซนนา (Avisenna) นักปรัชญาและแพทย์ชาวอาหรับ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 บันทึกไว้ใน "บัญญัติ" ของตนว่า วัตถุประสงค์ของการนวด คือ "เพื่อขจัดของเก่าที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่สามารถขจัดไปได้โดยการออกกำลังกาย" ส่วนในยุโรปยุคกลาง การนวดได้เสื่อมความนิยมลงไป เนื่องด้วยผู้คนหันไปนิยมสิ่งปรุงแต่งกันมากกว่า แต่การนวดก็กลับพื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนใหญ่ฟื้นฟูโดยแพทย์ชาวฝรั่งเศส

       จากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แพร์ เฮนริก ลิง (Parr Henrik Ling) ชาวสวีเดน ได้พัฒนาการนวดแบบสวีดิชขึ้น โดยรวบรวมระบบที่ได้จากความรู้ในเรื่องยิมนาสติกสรีรวิทยาและจากเทคนิคของจีน อียิปต์ กรีก และโรมัน ในปี ค.ศ.1813 วิทยาลัย The Royal Institute of Gymnastics ในสต๊อกโฮล์ม ได้บรรจุวิชาการนวดไว้ในหลักสูตรและจากนั้นสถาบันอื่นๆ รวมทั้งเมืองตากอากาศทั้งหลายที่มีบ่อน้ำแร่ทั่วทั้งยุโรปก็ได้นำเอาการนวดเข้าไปประกอบในกิจการ ทุกวันนี้คุณค่าของการบำบัดรักษาด้วยการนวดได้กลับมาเป็นที่ยอมรับกันอีกครั้ง และต่อมาได้รับความสนใจในแง่ของการรักษาในประเทศต่างๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และสวีเดน จึงทำให้คำต่างๆ เกี่ยวกับการนวดพื้นฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เช่น effurage, petrissage เป็นต้น ส่วนทางตะวันออก กรรมวิธีการนวดเป็นที่ยอมรับกันมากกว่าทางด้านตะวันตก วิชาการดังกล่าวได้รับการสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการขาดตอน

       สำหรับการนวดแผนไทยนับเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยที่พบเก่าแก่ที่สุดคือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ช่วงที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชครองราชย์ โดยขุดพบที่ป่ามะม่วง ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การแพทย์แผนไทยเจริญรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดแผนไทย มีการแบ่งกรมหมอนวดเป็นฝ่ายซ้าย-ขวา โดยปรากฏในทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในปี พ.ศ.1998 และจากจดหมายเหตุของราชฑูต ลา ลู แบร์ ประเทศฝรั่งเศส ครั้นมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนจนครบ 80 ท่า และจารึกวิชาการนวดไทยลงบนแผ่นหินอ่อน 60 ภาพ ประดับบนผนังศาลารายและบนเสาภายในวัดโพธิ์ กรมหมอนวดยังคงมีหลักฐานพบได้จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้หมอยาและหมอนวดถวายการรักษา และมีหมอนวดถวายงานทุกครั้งที่เสด็จประภาส บทบาทของหมอนวดได้หมดจากราชสำนักในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในสังคมไทย แต่หมอนวดชาวบ้านก็ยังคงมีอยู่ตราบถึงปัจจุบัน

footnotes

พิสิฐ วงศ์วัฒนะ,  ชนินทร์ ลีวานันท์,  N.Y.S. Education Law Sec. 7801,
Howard A. Rusk M.D., Rehabilitation Medicine, 2 Ed. 1964 p.93-4

 



นำเสนอข่าวโดย : ณิภา ก้อนคำ
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :