ทางออกสำคัญอยู่ที่เราต้องหันมาพึ่งตัวเองเป็นหลัก คือ ฝึกฝนตนให้มีความรู้ทักษะเกี่ยวกับ “การป้องกัน” และ “การรักษา” เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันที่ชาญฉลาดและมั่นคงให้กับตัวเอง
“การป้องกัน” ให้เริ่มต้นที่ “มือ” เพราะไวรัสใหม่มีชีวิตอยู่นอกร่างกายเราได้นาน 2 ชั่วโมง มือจึงเป็นพาหะกระจายเชื้ออย่างดี ทุกคนต้องหมั่นล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ อย่าล้างมือด้วยน้ำในกะละมัง ให้ใช้น้ำสะอาดที่ไหลติดต่อกัน 20 วินาที หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
ทุกครั้งที่จับต้องเงินทอน คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เอทีเอ็ม โทรศัพท์สาธารณะ ราวจับบันไดเลื่อน ลูกบิด/กลอนประตู สวิตช์ไฟฟ้า เครื่องอุปโภคบริโภคในที่สาธารณะ ฯลฯ ให้เตือนใจตัวเอง ณ บัดนั้นทันทีว่า ระวังอย่าเผลอให้มือถูกต้องใบหน้าด้วยความเคยชิน หรือหยิบของเข้าปาก/สูดดมโดยมิทันได้ล้างมือก่อน เผลอได้ก็ติดได้ทันที ไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งนั้น
ในระหว่างที่จะมีการระบาดแพร่สะพัดอีกครั้ง ซึ่งคาดกันว่าอาจเป็นฤดูหนาวหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพในที่สาธารณะ เมื่อเข้าบ้าน ให้กลั้วคอบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ เค็มอ่อนๆ งดออกไปอยู่ที่มีคนคับคั่ง หมั่นออกกำลังกายให้เหงื่อออก ดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง
เวลาไอ/จาม ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า/กระดาษนุ่ม หรืองอแขนปิดปากกับจมูกไว้ เพราะเราอาจติดเชื้อแล้วโดยยังไม่มีอาการใดๆ ให้อยู่ห่างผู้ไอ/จามอย่างน้อย 2 เมตร หากเริ่มมีอาการ ให้ปรึกษาแพทย์ด่วนที่สุด
นายแพทย์ โจเซฟ เมอร์โคลา สหรัฐอเมริกา แพทย์สาขา Osteopathic Medicine ซึ่งเน้นเสริมสร้างสุขภาพเพื่อต่อสู้กับโรค ให้ปฏิบัติดังนี้
- ให้ร่างกายมีวิตามินดี (D3) อย่างพอเพียง เพราะคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ นายแพทย์ เจมส์ ดาวด์ แนะว่า เราต้องการ D3 11 ไอยูต่อน้ำหนัก 1 กก.ต่อวัน (หนัก 50 กก.= 550 ไอยู/วัน) ให้รับประทานวิตามินดีเสริม แสงแดดไม่เหมาะสำหรับสร้างวิตามินดี และให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนใช้ครีมทาผิวปิดกั้นแสงแดด
- เลี่ยงอาหารสำเร็จรูป/น้ำตาลสูง ระวังอย่าให้ “ปากหวาน” นัก เพราะความหวานบั่นทอนภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างฉมังทันที
- นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ (8 ชั่วโมง/คืน)
- ขจัดความเค้นทางอารมณ์ emotional stresses (ทำสมาธิ สวดมนต์ ทำบุญตักบาตร ฯลฯ)
- หมั่นออกกำลังกายให้เหงื่อออก เลือดที่หมุนเวียนดีจะเพิ่มพูนภูมิคุ้มกันได้ดี
- พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันโอเมก้า 3 จากสัตว์ อย่างเช่น ตัวเคย ซึ่งใช้ทำกะปิ/น้ำเคย
- หมั่นล้างมือ งดใช้สบู่ชนิดฆ่าแบคทีเรีย ใช้ชนิดมีเนื้อสบู่บริสุทธิ์ไร้สารเคมี
หมูก็ติดไวรัสใหม่ได้ เกษตรกรไทยนิยมเลี้ยงหมูไว้ใกล้ชิดบ้าน ให้คอยสังเกตดูอาการเหล่านี้
- ไข้ขึ้นสูงฉับพลัน
- เซื่องซึมเฉื่อยชา
- เบื่ออาหาร
- ไอแบบสุนัขเห่า
- มีน้ำมูก/น้ำตา ตาแดง/ตาอักเสบ
- จาม
- หายใจติดขัด
หากหมูมีอาการจริง ให้ปรึกษาสัตวแพทย์ทันที และให้กักขังหมูไว้ไกลผู้คน
ขณะรอสัตวแพทย์ ให้อยู่ห่างหมู/เล้าหมูอย่างน้อย 2 เมตร หากต้องเข้าใกล้/จับต้องหมู ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกัน : แว่นตากันลม/ฝุ่นได้ หน้ากากอนามัยมีคุณภาพ เสื้อกางเกงปิดมิดชิด ถุงมือยาง/รองเท้าหุ้มมิดชิด ให้ซักผ้า/ฆ่าเชื้อโรคทุกสิ่งที่นอกบ้าน ล้างมือด้วยสบู่กับน้ำสะอาดที่ไหลติดต่อกันอย่างน้อย 20 วินาที หรือเช็ดถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และอาบน้ำให้สะอาดตัว
ให้ปรึกษาแพทย์ด่วนที่สุด และพักรักษาตัวในบ้านทันทีที่มีอาการ ดังนี้
- มีไข้สูงมาก หรืออาจไม่มีไข้เลย
- ไอ
- เจ็บคอ
- น้ำมูกไหล/คัดจมูก
- เจ็บคอ
- ปวดตามร่างกาย
- ปวดศีรษะ
- หนาวเย็น
- เหนื่อยล้า/เหน็ดเหนื่อย อาจสุดขีด
- อาจอาเจียน/ท้องร่วง
- ในกรณีรุนแรง อาจมีอาการปอดบวม/ระบบหายใจล้มเหลว
“การป้องกัน” ด่านท้ายสุดอยู่ที่วัคซีน ซึ่งมากมีด้วยข้อมูลความรู้ที่ไม่ค่อยจรรโลงใจนัก แต่ขอให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้วัคซีน การวิจัยโดยกุมารเวชศาสตร์ต่างสถาบัน/วาระ พบว่า หลังการฉีดวัคซีน “ไข้หวัดใหญ่สามัญ” ครั้งก่อนๆ นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์จากวัคซีนแล้ว เด็กส่วนใหญ่กลับเจ็บป่วยหนักลงไปอีก
วัคซีนส่วนใหญ่มีสารพิษจำพวกสารปรอท (Thimerosal) เพื่อให้วัคซีนทรงตัวได้นาน หากเด็กได้รับมากเกินไป จะประสบปัญหาระยะยาวนานต่อไปเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ระบบรับรู้ ประสาท การเคลื่อนไหว และพฤติกรรม ส่งผลให้เป็นโรคต่างๆ : โรคออติสซึ่ม สมาธิสั้น อาการสั่นกระตุก และบกพร่องในการพูด/ใช้ภาษา ทั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการฟ้องร้องคดีความในสหรัฐฯ มาแล้ว
สถาบันการแพทย์ สหรัฐฯ ห้ามมิให้ฉีดวัคซีนที่ผสมสารมีพิษดังกล่าวกับเด็กทารก เด็กโต และหญิงมีครรภ์ เพราะวัคซีนส่วนใหญ่มีสารดังกล่าวสูงถึง 25 ไมโครกรัม สำนักป้องกันสิ่งแวดล้อม สหรัฐฯ กำหนดระดับปลอดภัยของสารพิษนี้สำหรับมนุษย์ไว้ที่ 0.1 ไมโครกรัม/กก./วัน
นอกจากนี้ วัคซีนส่วนใหญ่ในอดีตยังมีสารพิษตัวอื่นๆ อีกก่ายกอง คือ สารใส่หม้อน้ำรถยนต์ ยาปฏิชีวนะ ตัวก่อภูมิแพ้ มะเร็ง ความจำเสื่อม ฆ่าเชื้อโรค สารซักฟอก และไวรัสหวัดนก
วัคซีนใช้ป้องกันไวรัสใหม่ยี่ห้อหนึ่ง มีสารที่เข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันภายในร่างกายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องบรรจุตัวไวรัสให้เต็มอัตรา สารเหล่านี้ทำให้หนูตะเภาในห้องทดลองเป็นอัมพาตมาแล้ว!
บัดนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) สหรัฐฯ ได้มอบอำนาจให้สำนักอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (เอฟดีเอ) อนุญาตให้ผู้ผลิตวัคซีนทำการผลิตเพื่อทดลองใช้ก่อนโดย “เร่งด่วน” คือ ให้ผลิตโดยมิต้องพิสูจน์ความปลอดภัยอย่างพอเพียงแบบไม่เร่งด่วนก่อนนำไปใช้กับประชาชน ด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของระบาดวิทยา
“ความเร่งด่วน” มีสิทธิ์ทำให้ “ความผิดพลาด” บางประการ แอบแฝงมากับวัคซีน ปรากฏว่า ผู้ผลิตรายหนึ่งได้ผลิตวัคซีนที่มีไวรัสฆาตกรแปลกปลอมผสมอยู่กับไวรัสที่ต้องการป้องกัน “โดยมิรู้ตัว” ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจึงต้องไม่ลืมสุ่มตัวอย่าง ทำการตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง ก่อนนำออกฉีดให้กับประชาชน
ในกรณีที่แพทย์ได้พิจารณา เห็นความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้กับผู้ติดเชื้อที่มีอาการเสี่ยงตายสูงกว่าปกติ แพทย์พยาบาลต้องแน่ใจว่า วัคซีนในมือใช้สำหรับป้องกัน “ไวรัสใหม่” โดยเฉพาะ ต้องได้รับการเก็บรักษาไว้ที่มีอุณหภูมิ 2°C ถึง 8°C มาตลอด และไม่เคยอยู่ในสภาพแช่แข็งมาก่อนอย่างเด็ดขาด
“คณะกรรมการที่ปรึกษาภูมิคุ้มกัน” แห่งซีดีซี สหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อ 29 ก.ค. 2552 ให้กลุ่มบุคคลต่อไปนี้รับการฉีดวัคซีนก่อนกลุ่มอื่นๆ ตามลำดับดังนี้
- ผู้หญิงตั้งครรภ์
- ผู้อยู่กับเด็ก/ดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
- แพทย์/พยาบาล/ผู้ทำหน้าที่ในห้องฉุกเฉิน
- เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปถึง 4 ปี
- เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไปถึง 18 ปี ซึ่งมีโรคเรื้อรังประจำตัว
สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ให้ฉีดวัคซีนผู้ดูแลเด็กแทน
ส่วน “การรักษา” นั้น ยาทามิฟลู (Oseltamivir) คือยาสำคัญ แต่ขณะนี้พบว่า ไวรัสไข้หวัดใหญ่สามัญมีภูมิต้านยาทามิฟลูสูงถึง 99% แล้ว หนังสือพิมพ์มาอินิชิ ประเทศญี่ปุ่น รายงานเมื่อ 29 ก.ค.นี้ ว่า ไวรัสใหม่มีภูมิต้านยาทามิฟลูในชายญี่ปุ่นรายหนึ่ง อายุ 30 ปี ซึ่งต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลกว่าจะหายป่วย นับเป็นกรณีดื้อยาที่สามในญี่ปุ่น นอกเหนือจากอีก 3 กรณีในประเทศเดนมาร์ค เกาะฮ่องกง และแคนาดา
ห้ามรับประทานทามิฟลูที่ใกล้หมดอายุ/หมดอายุแล้วโดยเด็ดขาด เพราะอาจส่งผลให้ไวรัสใหม่ดื้อยาขึ้นมา ให้ทำตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ข้อสำคัญ ให้รับประทานทันที/ภายในเวลา 2 วันแรกที่มีอาการ มิฉะนั้น ต้องรับประทานยานานขึ้นหนึ่งเท่าตัว ให้ใฝ่ใจในผลข้างเคียงจากยาด้วย
กระทรวงสาธารณสุข สหรัฐฯ ได้ประกาศให้ความคุ้มครองต่อผู้ผลิตยาวัคซีน ยาทามิฟลู และยารีเลนซาแล้ว บัดนี้ ผู้ผลิตยาเหล่านี้ได้รับสิทธิพิเศษให้ปลอดจากการถูกฟ้องร้องคดีความ หากคนไข้ได้รับความเสียหายจากการใช้ยา คือ ลองยาได้แต่โวยไม่ได้
สื่อทั้งหลายในเมืองไทย ขอได้โปรดลดรายการน้ำเน่า/โฆษณาบ้าเลือด แล้วเพิ่มรายการความรู้สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสใหม่นี้ เมื่อผู้บริโภคป่วยเจ็บล้มตายกันระนาวแล้ว จะมีใครมาสนใจรายการน่าสลดใจเหล่านี้?
คาถาสู้ไวรัสใหม่ : พึ่งตัวเอง หาความรู้ ลงมือปฏิบัติ ปรึกษาแพทย์.
http://cdc.gov/ http://hhs.gov/
http://www.nvic.org/ http://www.who.int/en/