รักคือการให้อภัย…??.
สงครามชีวิตไม่ได้มีอยู่แต่ในนวนิยายหรือละคร หากเป็นเรื่องจริงที่ยากจะหนีพ้นได้ ถ้าไม่เคยเจอมาก่อนก็ต้องเจอเข้าสักวัน ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้......
หากแต่สงครามชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้ในหลายสมรภูมิ หนักเบาต่างกัน แต่ถ้าเทียบดูแล้ว คงจะเห็นพ้องกันว่า สงครามภายนอกนั้น ไม่หนักเท่าสงครามภายใน..สงครามภายนอกมีวันยุติ แต่สงครามภายในนี้สิ มักจะยืดเยื้อเป็นแรมปี หรือนานชั่วชีวิต
เคยเจอไหมครับ...ในบางครั้งแม้เหตุการณ์ร้ายผ่านพ้นไปแล้ว แต่บาดแผลฝังลึกในจิตใจไม่ลืมเลือน ยามสงัด แทนที่จิตจะสงบ ความเจ็บแปลบกลับผุดขึ้นมา แล้วความโกรธ เกลียด ก็พรั่งพรูจู่โจม กระหน่ำซ้ำเติมจิตไม่ยั้ง…สงครามภายนอกอาจพิชิตได้ด้วยกำลัง คำขู่ และคมปาก แต่สงครามภายในเล่า จะสยบด้วยอะไร??
จริงอยู่ การตอบโต้อาจช่วยบรรเทาความแค้นในใจได้บ้าง แต่ถ้าบาดแผลเกิดจากคนที่เรารักและนับถือล่ะ จิตจะสงบได้เพราะการแก้แค้นกระนั้นหรือ??
หลายคนยังฝังใจที่ถูกพ่อแม่ลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมในวัยเด็ก แม้เวลาผ่านไปนับสิบปี ก็ยังยิ้มให้กับพ่อแม่ได้ไม่สนิทใจ ถึงจะยินดีพาท่านไปเที่ยวทุกมุมโลก แต่กลับตะขิดตะขวงใจ ที่จะกอดท่านเหมือนเมื่อเด็กๆ ความเจ็บปวดผิดหวังจากอดีต ทำให้รักท่านได้ไม่เต็มหัวใจ และเป็นเพราะรักได้ไม่เต็มหัวใจ จึงรู้สึกผิดทั้งความเจ็บปวดผิดหวังและความรู้สึกผิด รุมกันทำร้ายจิตใจของคุณปีแล้วปีเล่า!!
อันว่าสงครามภายในไม่ได้เกิดจากคนอื่นอย่างเดียว บ่อยครั้งตนเองก็ร่วมลงไม้ลงมือด้วยจริงไหม??
เมื่อครั้งที่ผมเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองที่โรงเรียนในกรุงเทพฯ ผมได้มีโอกาสไปสัมมนาการบริหารด้านปกครองนักเรียนม.ปลายหลายครั้ง และได้ไปสัมผัสกับนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ที่เราเชิญมาเป็นวิทยากร
เขาเล่าว่า…ตอนเด็กเคยถูกพ่อตีเสมอๆ บางครั้งก็ถูกตีอย่างรุนแรง จนเกิดความรู้สึกกลัวผู้ใหญ่ทุกคน เวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ จะทำตัวเรียบร้อย แต่ถ้าลับหลังผู้ใหญ่เมื่อไหร่ก็จะปล่อยตัวเต็มที่ แต่ถึงอย่างไร ลึกๆ ก็ไม่มีความสุข เพราะความรู้สึกทั้งกลัวทั้งเกลียดพ่อคอยรังควานจิตใจ แม้กระทั่งในระหว่างทำสมาธิ หลายครั้งจะเกิดนิมิตเห็นมือข้างหนึ่งยื่นมาจะตีเขา จิตจะสะดุ้งทันที เพราะกลัวเจ็บ ต้องเลิกทำสมาธิกลางคัน
วันหนึ่ง ขณะที่เขาทำสมาธิ เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่า ใครที่จะตีเขา ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะเป็นมือพ่อ แต่อีกใจหนึ่งก็พร้อมจะพบความจริง จึงตั้งสติ ทำใจให้เข้มแข็ง ยอมถูกตี แล้วเขาก็พบว่าในนิมิตนั้น คนที่จะตีเขาก็คือพ่อของตนจริงๆ แต่เมื่อเขาเพ่งมองต่อไป มือนั้นก็เปลี่ยนจากท่าตีมาเป็นแบมือขอ ความรู้สึกบอกว่าพ่อกำลังขอความรักความเมตตา ชั่วขณะนั้นเอง เขารู้สึกสว่างโพลง เกิดความเข้าใจในตัวพ่ออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาได้คิดว่า…สาเหตุที่พ่อเป็นคนเจ้าอารมณ์ ชอบใช้ความรุนแรง เพราะพ่อคงขาดความรัก ขาดคนเข้าใจ เวลาทำงานก็คงไม่มีเพื่อน จึงหงุดหงิดฉุนเฉียว เมื่อมาบ้านเห็นลูกทำผิดนิดหน่อย ก็คุมอารมณ์ไม่อยู่ ลงโทษลูกอย่างรุนแรง ในลึกๆ พ่อก็รู้ว่าลูกไม่รักตน จึงยิ่งมีทุกข์มากขึ้น
เมื่อเข้าใจพ่อ ก็สามารถให้อภัยพ่อได้ ทันทีที่ให้อภัย ความติดข้องหมองใจในตัวพ่อก็เลือนหายไปพร้อมกับความเกลียดความกลัว บาดแผลในใจสมานได้สนิท ตั้งแต่นั้นมาเขารู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ จิตใจโปร่งเบา ทำอะไรได้สะดวก ไม่เพียงแต่รักพ่อได้สนิทใจเท่านั้น หากยังไม่กลัวผู้ใหญ่อีกต่อไปด้วย !!
ผมเห็นว่าสงครามภายในของชายผู้นั้นยุติลงแล้ว..มันสงบลงได้ก็เพราะการให้อภัย เมื่อให้อภัยแก่ผู้อื่นได้ จิตใจก็เป็นสุข การยื่นไมตรีให้แก่ผู้อื่น จึงเป็นการสร้างไมตรีให้กับตนเองไปพร้อมกัน เมื่อสร้างสันติกับผู้อื่น เราเองก็พลอยมีสันติภายในด้วย
ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข ความสุขนั้นมีหลายรูปลักษณ์ การให้อภัยและมีไมตรี คือชื่อหนึ่งของความสุข แต่การให้อภัยที่แท้จริงนั้นต้องเกิดขึ้นจากความเข้าใจ เมื่อประจักษ์แก่ใจว่า คนนั้นเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องการความรัก...รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนเรา ก็ง่ายที่เราจะให้อภัยเขา
ความเข้าใจและการให้อภัย คือกุญแจดอกสำคัญ ที่เปิดใจเราให้พบ กับสันติสุข ปราศจากกุญแจดอกนี้ ก็ยากที่สงครามภายในจะยุติได้ ไม่ว่าชีวิตภายนอกจะประสบความสำเร็จเพียงใด
ทั้งหมดที่ “เข้าใจและให้อภัย” นั้นเกิดจาก “ปัญญา” ทุกคนย่อมมีได้ซึ่ง..ปัญญา..หากต่างกันเพียงว่า..ใครเกิดก่อนหรือหลัง เกิดทันเวลาหรือระลึกได้ทีหลังเหตุการณ์ นั้นเพียงความต่างของ..ปัญญา!!
การเห็นความฟุ้งซ่านของจิตนั้น คือ “ปัญญาขั้นต้น”
คนใดว่าตนดีคนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโสหรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือ คนโง่
พระพุทธศาสนานี้สอนมีจุดที่รวมได้ มีที่สุดหมดสิ้นสงสัยหมดเรื่อง ไม่เหมือนวิชาชีพอื่น เขาสอนไม่มีที่สิ้นสุด…จึงว่าพระพุทธศาสนาสอนถึงที่สุด แต่บุคคลผู้ทำตามนั้น ทำไม่ถึงที่สุด
แท้จริงความนึกคิดมิใช่ทุกข์ แต่การไปยึดความนึกคิดมาเป็นตน จึงเป็นทุกข์
ผู้ใดทำใจให้ถึงความเป็นกลางได้ ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นสงบ คนพาลเปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีน้ำครึ่งหนึ่ง บัณฑิตเปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม
สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นย่อมชื่อว่าเป็น ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี
ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลา ผู้คอยฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้
ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่รีบด่วนผู้นั้นเป็นพาล ย่อมประสบทุกข์
เพราะไม่จัดแจงโดยอุบายอันชอบประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป
ความดี คนดีทำได้ง่าย
ความดี คนชั่วทำยาก
ความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย
ความชั่ว พระอริยเจ้าทั้งหลายทำได้ยาก
ภูเขาหินล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะลมฉันใด
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น
บัณฑิตทั้งหลายผู้อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่แสดงอาการสูงๆ ต่ำๆ
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมก่อทุกข์ ละความชนะและความแพ้เสียแล้ว จึงสงบระงับ นอนเป็นสุข
“เธอทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด จงนั่งเถิด เธอทั้งหลายจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความหลับ เพราะความหลับจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เธอทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะโรค คือ กิเลส มีประการต่างๆ ถูกลูกศร คือ ราคะ เป็นต้น แทงแล้วย่อยยับอยู่”
วิปัสสนานี้มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา มีสุคติภพ คือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้าหากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่ง พระนิพพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมีก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผลทำให้แจ้ง ซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว
การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก...การบำรุงรักษาตนคือ…ใจเป็นเยี่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือใจ!! ควรบำรุงรักษาด้วยดี ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจแล้วคือเห็นธรรม รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมทั้งหลายทั้งปวง