Login
 
 

กระจกใส ในยูเอสเอ
โดย... อ้อท เมเปิล
ottmaple@thaitownusa.com

ต่างมอง ต่างเมิน

ฝูงนกที่บินบนท้องฟ้า โบยโบกเหินลมไปในทิศทางเดียวกัน เกาะกลุ่ม แปรรูปไปอย่างอิสระเสรี นั่นหมายถึงนกทุกตัวมีเป้าหมายเดียวกัน มีแนวคิดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว อาจจะมีบางครั้งบางคราว ที่มีบางตัวบินหลงฝูงไปเพียงลำพัง อย่างโดดเดี่ยว

         

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว กับความแปรผันของเศรษฐกิจโลก อเมริกาเป็นต้นหลักของการล้มทางเศรษฐกิจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมืองไทยเป็นเมืองรองที่จะได้รับกับผลกระทบ ประชาชนตาดำ และตาสีฟ้าต่างได้รับผลเต็มๆ กับความเปลี่ยนแปลง บารัก โอบามา (Barack Obama) ผู้นำอเมริกาที่เกิดปีวัวด้วยอายุย่าง 48 ปี ได้รับการเลือกตั้งให้มาเป็นผู้แบกภาระของประเทศ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำไทยเกิดปีงู อายุย่างเข้า 45 ปี ที่ได้ถูกคัดเลือกให้มาเป็นผู้แก้ปัญหาของไทย ทั้งคู่เป็นผู้นำที่มีอายุน้อย แต่อาศัยเป็นผู้รู้ในเรื่องวิชาการ บวกกับบุคลิกที่โดดเด่น จะเป็นเพราะความบังเอิญ หรือความตั้งใจ ไม่มีใครสามารถจะกำหนดได้เพราะนั่น คือกลไกของสังคมโลกที่จะต้องเดินไปตามธรรมชาติ เพียงแต่รอเวลาจะมาเป็นข้อสรุปในรูปแบบของ ซ.ต.พ. (ซึ่งจะต้องพิสูจน์ในรูปแบบวิชาเรขาคณิต)

ถ้าจะคิดว่า “น่ากลัวก็น่ากลัว” แต่ถ้าจะคิดว่าไม่น่ากลัวก็ไม่น่ากลัว สุดแต่ใครจะมีเหตุ และผล หาน้ำหนัก และประสบการณ์ของชีวิตมาค้ำรับใจตัวเอง...เปรียบดั่งฝูงนกที่บินบนท้องฟ้า บินไปโดยที่ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตในอนาคตนั้น จะไปจบ ณ ตรงใด เพียงแต่บินไปตามที่ร่างกายสั่งการ ธรรมชาติเป็นผู้จัดการเรื่องตาราง วัน เวลา แต่มนุษย์เป็นผู้มีมันสมองต่างจากนก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีแบบ มีแผน เพียงแต่ว่าแบบแผนต่างๆ ที่มนุษย์กำเนิดขึ้นนั้นได้ย้อนกลับมาส่งผลกับมนุษย์ด้วยกันเอง

ต่างมอง ต่างเมิน ที่จะนำมาเป็นกระจกสะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยในอเมริกาฉบับนี้นั้นจะนำมาเปรียบเทียบให้เห็นเป็นหมวดๆ สรุปในรอบๆ ปีที่ผ่านมา และยังเป็นเหตุการณ์ที่ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นเวลานาน ถึงจะปรับเปลี่ยนไปบ้างแต่ก็ไม่มากนัก ซึ่งเป็นความคิด ความเห็นของคนไทยด้วยกัน ที่เข้าไปอยู่ในอเมริกาแต่ต่างมองไปคนละทาง เป็นยุคของผู้นำที่มีอายุน้อยเข้ามามีบทบาท เป็นกัปตันขับเคลื่อนประเทศ สำหรับผู้ที่เข้าใจ และมองเห็นปัญหาก็ขอให้มองว่านี้คือความจริงของสังคมคนเมืองในยุคปัจจุบัน

 

หมวดนักเรียนนักศึกษา

มองว่าประเทศอเมริกาเป็นเมืองอิสระเสรีจากสายตาผู้ปกครอง อยากจะทำอะไรก็ได้

คิดว่าร้านอาหารไทยคือที่ทดลองงานในทุกๆ ด้าน หลังจากหางานที่อื่นไม่ได้

คิดว่าร้านอาหารไทย คือที่ฝึกงานที่มีทั้งรายได้ และเป็นอู่ข้าว-อู่น้ำ

ปฏิบัติตัวเหมือนว่า เพื่อนนักเรียนไทยด้วยกัน คือคู่แข่ง จึงมีการแยกตัวกันเป็นกลุ่มๆ

มองว่าแม่ครัว คือผู้ที่ด้อยโอกาส ในเรื่องความรู้ ความสามารถ และด้านการสังคม

คิดว่าเจ้าของร้านอาหาร ขาดหลักการ การบริหารจัดการ น่าจะปรับปรุง ระบบธุรกิจให้ได้มาตรฐาน

ทำงานเพื่อความสนุกไม่ต้องไปจริงจัง และรับผิดชอบอะไร เพราะเป็นเหมือนทางผ่าน

 

หมวดผู้ประกอบการร้านอาหาร

มองว่าประเทศอเมริกายังเป็นเมืองที่มีบ่อทองอีกมากมายที่จะขุดอีกได้ แต่ขาดองค์กร

นักเรียนไทยคือเป้าหมายที่จะเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ธุรกิจด้านนี้ได้ หากเขาต้องการ

นักเรียนไทย คือผู้ช่วย และตัวแทนที่จะบ่งบอกความเป็นไทยในทุกๆ ด้าน

นักเรียนไทยไม่ยุ่งยาก ในเรื่องการบริหารจัดการ ทั้งความเป็นอยู่ รายได้ และเรื่องภาษี

ปฏิบัติตัวเหมือนว่า นักเรียนคือลูกไก่ในกำมือ พ่อ-แม่ครัวเองจะมองว่า เป็นเด็กที่อ่อนหัด

จะตั้งข้อสังเกตก่อนว่า นักเรียนที่จะเข้ามาทำงาน นั้นทำเพื่อความสนุก และขาดการรับผิดชอบ

 

หมวดลูกจ้างประจำบริษัทฯ

บริษัทฯ ฝรั่งมีรายได้สูง สวัสดิการดี

ทำงานสบายๆ ตรงตามเวลา

ไม่เรียกร้องสวัสดิการมากเกินไป

ถือว่าเป็นงานที่มั่นคง ทำได้ตลอดไปจนกว่าจะเบื่อ

ทุกสิ้นปีมีโบนัส และเวลาให้หยุดงาน พักผ่อนพร้อมมีรายได้

 

หมวดผู้ว่าจ้างประเภทบริษัทฯ

ลูกจ้างคนต่างด้าว ขยันขันแข็ง อดทน ค่าแรงต่ำ

ทำงานให้ผู้ว่าจ้างมากกว่าเวลาที่กำหนด

ไม่เรียกร้องสวัสดิตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ศึกษาละเอียด

สามารถเลิกจ้างได้ทุกเมื่อ

ตารางเปรียบให้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องของมุมมองที่แตกต่าง นี่เป็นเพียงธุรกิจภายในร้านอาหาร และบริษัทห้างร้าน เราลองมานั่งนึกดู ว่าในสังคมเมืองที่มีธุรกิจ และองค์กรหน่วยงานต่างๆ มากมายเกิดขึ้นมาในโลก ประเทศไทยมองอย่างผิวเผินอาจจะเห็นแค่เสื้อเหลือง และเสื้อแดงที่มองแตกต่าง แต่ลึกๆ แล้วมีอะไรอีกมากมายที่ยังมองไม่เห็น เพียงเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ประเทศชาติก็บอบช้ำขนาดนี้ แล้วถ้าทั่วโลก ต่างมองต่างมุม โลกนี้จะอยู่ได้อย่างไร สังคมโลกอยู่ได้เพราะถึงแม้จะมองต่างมุม แต่ก็ไปด้วยกันได้หากเรามีเป้าหมายเดียวกัน เปรียบเหมือนผู้โดยสารรถไฟ ถึงแม้จะมองวิวทิวทัศน์ของสองข้างทางคนละจุด แต่เมื่อถึงสถานีก็ถึงจุดหมาย แต่ถ้าต่างคนต่างเมิน พอมองเห็นคนละอย่างแล้วลุกขึ้นทะเลาะกัน รถไฟก็ตกรางพอดี   

ถึงแม้ทุกคนจะต่างคน ต่างมอง แต่ทุกคนยังอยากจะบินไปในทิศทางเดียวกัน ทุกคนก็จะนำพาประเทศชาติไปในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้าต่างมอง-ต่างเมิน บั้นปลายก็จะไปไม่ถึงไหน บินไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย ไปไม่ถึงรัง ดูฝูงนกที่บินบนท้องฟ้า เช้าออกหาอาหาร เย็นกลับเข้ารัง บินไปตามกติกาที่จ่าฝูงนำพา เล่นลมอยู่บนท้องฟ้า เท่านั้นก็สุขพอแล้ว ครับ

 





      ถึงแม้ผู้นำประเทศจะเร่ง และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คนเดินทางก็ลดสถิติลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเมืองนอกอย่างแอร์พอร์ตที่ดีทรอยท์ และวัดพระแก้วเมืองไทย ทุกคนเตรียมพร้อมเผชิญเศรษฐกิจโลก





          เมืองใหญ่ หรือเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เจริญรุ่งเรืองด้วยตึกระฟ้า กับอีกเมืองอย่างหลวงพระบางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ ต่างมุม-ต่างมอง ต่างชื่นชอบ







           ความสมดุลของสังคมเมืองล้วนแตกต่าง สุดแต่ว่าเราจะเลือกมองมุมใด แต่โลกเราจะอยู่ได้หากมนุษย์ด้วยกันไม่เมินที่จะมองซึ่งกัน และกัน



นำเสนอข่าวโดย : ปรีชา นนท์นาภา
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :