น้าจ๊ะ...
คิดถึงหนูหรือเปล่า ที่หนู “หาย...ย...หัว” กลับไปบ้านอย่างนานมากเลยล่ะ และหนูก็รู้ตัวดีว่าได้ทอดทิ้งคอลัมน์ “คนอยู่เมืองนอก” ไว้ให้น้าและคุณๆ นักอ่านที่คลิกเข้ามาอ่าน ต้องฉุนกันมาเป็นเดือนๆ
แต่หนูก็ไม่ได้มามือเปล่านะ พกข้อมูลมาเยอะ คือถ้าเปรียบกับโทรศัพท์มือถือ หนูก็ไป “ชาร์จแบต” มาพอสมควร
ถ้าหนูเล่าทีละเรื่องๆ ที่ไปเที่ยวชุมพรหรือเกาะกูดให้น้าฟังเฉยๆ น้าก็คงคิดว่าน้าไปเปิดหาดูเองใน “กูเกิ้ล” ก็ได้ (วะ)
แต่ถ้าหนูเล่าให้ฟังว่า มีครอบครัวเพื่อนอเมริกันตามไปเมืองไทย ให้หนูเป็นไกด์พาเที่ยวเมื่อต้นเดือนสิงหาคม
...อาจจะฟังแล้ว...เออ...น่าสนขึ้นมาอีกนิดหน่อยเนอะ
ครอบครัว “รัมโบลด์” นี่หนูไปคุ้นกับเขาตอนนั่งรอลูกๆ ว่ายน้ำอยู่ทีมเดียวกันสมัยที่หนูยังเป็นชาวเมืองลาส เวกัส
อยู่มาวันหนึ่งแม่บ้าน คือ “คริสซี่” เล่าว่า เพื่อนที่เป็นพยาบาลด้วยกัน เป็นคนไทย กลับจากเมืองไทยทีไรมีเครื่องประดับสวยๆ ใส่เรื่อยเลย ถ้ามีโอกาสได้ไปเมืองไทยเขาจะไปซื้อใส่บ้าง
จึง เป็นที่มาของการนัดแนะกันล่วงหน้าสองปี ว่าเขาจะมาแวะเมืองไทยระหว่างที่หนูอยู่ ก่อนจะเลยไปดูกีฬาโอลิมปิค
แผล็บเดียว...สองปีก็มาถึง
คริสซี่พาลูกๆ มา และพ่อด้วยคือ “หมอดไวท์” และแฟนของพ่อคือ “มิสแอนน์” ซึ่งสองคนหลังนี้หนูไม่เคยรู้จักมาก่อน
เห็นสีหน้าของ 5 คนนี้ ที่เดินออกจาก “ผู้โดยสารขาเข้า” มาตอนเที่ยงคืนอย่างไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเองแล้ว ก็เริ่มหนักใจเล็กน้อย ว่า “ทริป” นี้จะ “หนุก” หรือจะ “หนัก”
อย่างว่าแหละน้า ในสายตาคนอเมริกันกว่าครึ่ง “ไทยแลนด์” ก็คือประเทศเล็กๆ ที่ถ้าไม่เปิดแผนที่หาก็ไม่มีทางนึกออกว่าอยู่ตรงไหน นานๆ ได้ยินข่าวทีก็มักจะเป็นข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับการเมืองและเรื่องผู้หญิงๆ
ครอบครัวคนอเมริกันชั้นกลางอย่างคริสซี่ ถ้าไม่ได้อาศัยมีเพื่อนพยาบาลคนไทย ไม่โดนจูงใจให้ไปปักกิ่ง ก็คงจะขวนขวายทำความรู้จักกับอะไร “ไทยๆ” เพียงแค่ร้านอาหารไทยและสึนามิแค่นั้น
อะแฮ่ม! แผนประชาสัมพันธ์ของททท.เข้าไม่ถึงแหงเลย
หนูพูมจั๊ย...ภูมิใจนะน้า ที่ได้เป็นยุวทูตแฟนต้า (รุ่นไม่เชื่ออย่าลบหลู่) ต้อนรับแขกต่างประเทศ...ประมาณนี้จ้ะ
เป็น “ไกด์ผี” ครั้งแรกในชีวิต ขอเรียนตามตรงว่าเป็นห่วงเขาเรื่องอาหารการกินมาก รวมทั้งเรื่องที่พักว่าจะแพงไปถูกไป และเรื่องความปลอดภัยหลายอย่าง
เห็นทีจะต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์...
จึง หนูติดต่อ สานิตย์ กระจังทอง เพื่อนนักเรียนจากม.เกษตร ซึ่งเดี๋ยวนี้ (มัน) กลายเป็นเจ้าของบริษัทนำเที่ยว ท็อปไทย ฮอลิเดย์ส อยู่ที่ห้างโรบินสันบางรัก ไปแล้ว
นับว่าไม่เสียหลายที่คบกันมานาน สานิตย์อำนวยการรถตู้พร้อมคนขับ จองโรงแรมที่หัวหินและกรุงเทพฯ และส่งไกด์มืออาชีพคือ “น้องหลิง” มาพาทัวร์วัด-วังด้วย
หนูเรียนรู้เยอะเลยว่าทัวร์กันเองแบบนี้มันต้องคนรู้ “เทคนิค” การจัดให้นักท่องเที่ยวประทับใจ เช่น ทัวร์ไม่เริ่มเช้าเกินไป กิจกรรมไม่เพียบจนแขกโทรม โรงแรมในกทม.ไม่จำเป็นต้องหรูหราแต่ต้องเน้น “โลเคชั่น” และเส้นทางการจราจร
อาทินะ บ้านหนูอยู่ถนนพหลฯ ซอย 7 สานิตย์ก็หาที่พักให้แขกเป็น “ฟูล เซอร์วิส คอนโดฯ” ขนาด 2 ห้องนอน ราคาคืนละแค่ 3,500 บาทอยู่ที่พหลฯ ซอย 3 คืออยู่ใกล้ทั้งบ้านหนู และมีช่องทางขึ้นทางด่วนให้เลือกมากกว่าสอง
คืนแรกหนูรับคริสซี่และคณะจากสนามบินแล้วตีรถไปเช็คอินที่โรงแรมแมริออท แอนด์ สปา ที่หัวหินตอนตีสาม
กะว่าให้ตื่นขึ้นมาก็เห็นท้องฟ้าใสและน้ำทะเลเป็นการต้อนรับ แล้วก็จองเวลาสปาตอนสายๆ ไว้ให้สองสาวในกลุ่ม เลือกเอาชนิด “อโรมา เตอราปี” ตามคำแนะนำของสานิตย์ว่าจะช่วยแก้อาการ “เจ็ทแล็ก” ของการเปลี่ยนเวลาได้ดี
เจอบรรยากาศดีๆ อย่างสปามันดาหรา กับฝีมือและการบริการแบบไทยๆ ของหมอนวดแผนไทยเข้าไป คริสซี่กับแอนน์ก็ยิ้มหน้าบานออกมา เริ่มต้นวันแรกในประเทศไทยอย่างมีเรี่ยวแรงเล่นน้ำทะเลไปอีกหลายชั่วโมง
เห็นหน้า “แขก” แล้วหนูรู้ทันทีเลยว่า ภาพพจน์ของประเทศไทยที่เขาคาดเดากันไปต่างๆ นานา เปลี่ยนไปในทางสดใสเหมือนท้องฟ้าที่หัวหินวันนั้นเลย
เมื่อก่อนนี้นะน้า หนูไม่เคยซาบซึ้งกับที่เขาว่าคนไทยมีหัวใจบริการ (โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยว)
แต่ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วว่า “จุดขาย” ของประเทศไทย อยู่ที่รอยยิ้มแก้มแทบปริของพวกเรา กิริยามารยาทนอบน้อมโดยกำเนิด ความพยายามในการสื่อสารแม้จะไม่เข้าใจกันด้านภาษา รองลงมาคือความได้เปรียบเรื่องค่าครองชีพที่ถูกกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว และศิลปวัฒนธรรมซึ่งมีให้เลือกหลายชั้นหลายมิติ
ที่หนูเอาศิลปวัฒนธรรมไว้สุดท้าย เพราะถ้ามองในแง่การตลาด นักท่องเที่ยวมีหลายกลุ่มอายุ ความสนใจด้านนี้ก็ต้องแตกต่างกันไป อย่างคุณหมอดไวท์และมิสแอนน์นี่อยู่ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้น เขาให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์มาก ขนาดทั้งร้อนทั้งอ้าวจนลมแทบจับก็ยังชื่นชมวัดพระแก้ว และว่าถ้ามาถึงเมืองไทยแล้วไม่ได้มาที่นี่ถือว่ายังไม่ได้มาเมืองไทย
แต่แอนน์จะเน้นความสะอาดของอาหาร จะกินผลไม้หรือดื่มน้ำก็กลัวว่าท้องจะเสีย...คงมีประสบการณ์มาเยอะ
ส่วนกลุ่มอายุ 30 กว่าๆ อย่างคริสซี่ จะ “เอ็นจอย” สปาคลายเครียด สลับกับกิจกรรมสนุกๆ บ้าง เช่น ขี่ช้างที่อยุธยา แล้วก็ต้องมีอาหารไทยอร่อยๆ กับเครื่องดื่มพอเคลิ้มๆ ประกอบ...มรดกโลกเอาไว้ดูทีหลังได้
และลูกๆ ของคริสซี่อายุ 9 และ 11 ได้นั่งรถตุ๊กๆ ในกรุงเทพฯ นั่งเรือด่วนโต้ลม แวะให้อาหารปลาริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับมีสระว่ายน้ำให้ลงเล่นคลายร้อนเป็นระยะๆ จึงจะจัดว่าประเทศไทย “หนุก”
...ในสายตาของเด็ก ซากวัดปรักหักพังอายุ 400 กว่าปี คงแบบ...จำเป็นมั้ยเนี่ย ตูต้องมาตากแดดเดินดู เนี่ย!
โดยรวมแล้วหนูถือว่าทริปนี้ประสบความสำเร็จ เขาพกพาเอาความประทับใจดีๆ เดินทางต่อไปดูกีฬาโอลิมปิคที่ปักกิ่ง ซึ่งหนูกล้าต่อให้อาอึ้มและอากงที่เทียนอันเหมินอีกช่วงตัวเลยว่า งานบริการที่เมืองจีนสู้พวกเราไม่ได้เด็ดๆ
ทริปนี้หนูหาเงินเข้าประเทศไทยภายใน 5 คืน 4 วัน ได้ 3,500 เหรียญ หรือ 120,000 บาท นี่ไม่รวมค่าของที่ระลึกที่ขนซื้อกันไป และไม่นับเงินทิปพนักงานพี่น้องไทยเราตามโรงแรมและสปาต่างๆ อีกคนละ 300 บาทตลอดสี่วันนี้...อีกอื้ออ่ะน้า
อันเป็นตัวเลขที่คริสซี่และแอนน์เห็นพ้องกันว่า...น้อยมาก เทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ
คริสซี่โทรคุยกับแม่ของเขาที่อเมริกา แล้วก็บอกแม่ว่าหนหน้าหนูกลับเมืองไทยอีก เขาจะพาแม่ตามมาเที่ยวไทยแลนด์เป็นรอบที่สอง มาลองให้หมอนวดไทยนวดเท้าล้วนๆ หนึ่งชั่วโมงเต็ม ในราคา 10 เหรียญ
...รับรองแม่จะกรนคร้อก! แล้วก็ลืมฟลอริดาไปเลย
หนูเองจ้ะ.