ทันทีที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้รัฐยึดทรัพย์สี่หมื่นหกพันล้านบาท นายทักษิณ ชินวัตร ผู้บัญชาการสูงสุดของกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มย่อยอื่นๆ ที่แตกกิ่งออกมา ก็เริ่มงัด “แผนชุมนุมอุบาทว์” ออกมาทำร้ายประเทศไทย โดยมี “เป้าประสงค์” ล้มเจ้า ล้มอำมาตย์ ซึ่งนายทักษิณมองว่าเป็นผู้ทำรัฐประหารให้ตนต้องหลุดออกจากตำแหน่งนายกฯ รวมทั้งล้มนายกฯอภิสิทธิ์ ด้วยมองว่าถูกอำมาตย์ตั้งขึ้นมาเป็นข้ารับใช้กลุ่มเจ้ากลุ่มอำมาตย์ มิใช่รับใช้กลุ่มประชาชน ทั้งนี้ เป็น “มายาคติทางการเมือง” ที่แพร่สะพัดอยู่ในค่ายทักษิณ
เพราะเหตุใดนายทักษิณจึงมี “เป้าประสงค์” ดังกล่าว?
เพราะเป็นสาวกตัวฉกาจของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ซึ่งสอนให้ทุกคนใฝ่หาความหมายของชีวิตด้วยการแสวงหาและบูชา “เงินทอง” แล้ว “อำนาจ” จะตามมา ถือว่าศีลธรรมจริยธรรมคือเครื่องประดับกายสวยๆ งามๆ เท่านั้น เชื่อว่าใครยิ่งมี “เงินทอง” มาก ก็จะยิ่งมีสิทธิ์เป็น “พระเจ้า” ได้ก่อนคนอื่นๆ เพราะเงินทองสามารถซื้อหาได้ทุกอย่างแม้กระทั่้งชีวิตมนุษย์ โดยมีวิถีชีวิตแบบ “ด้านได้อายอด” “ตัวกู-ของกู” “ตัวใครตัวมัน” ฯลฯ
นักจิตวิเคราะห์อีริค ฟรอมม์ ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต ได้วินิจฉัยคนที่นิยมเงินทองในลักษณะดังกล่าวไว้ว่า เป็น “โรคจิตวิปลาส” (neurosis) คือ มีสภาพจิตวิตกกังวล รู้สึกไม่มั่นคง กลัวอย่างไร้เหตุผล และรู้สึกโศกซึมเป็นอาจิณ น่าสลดใจไหมที่รวยแล้วกลับหายใจเข้าออกเป็นความทุกข์ ไร้ความสงบสุข
สาวกลัทธิอุบาทว์ดังกล่าวที่เป็นโรคจิตวิปลาสอย่างเดียว จะไม่ร้ายกาจเท่าสาวกลัทธิเดียวกันอีกคนหนึ่งที่มีบุคลิกภาพประเภท “ก้าวร้าวทำร้ายสังคม” (sociopath) ห่อหุ้มอยู่ด้วย
เมื่อปี 2486 (ค.ศ.1943) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดร.เฮนรี่ เอ เมอร์เรย์ นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการคลินิกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาบุคลิกภาพของนายอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แล้วรายงานต่อขุนพลกองทัพสัมพันธมิตร เพื่อประโยชน์ในการวางแผนยุทธศาสตร์สงคราม โดยสรุปสภาพนิสัยนายฮิตเลอร์ไว้ดังนี้ คือ (1) มีความขุ่นเคืองใจคุกรุ่นอยู่เป็นประจำ (2) ยอมรับคำตำหนิติเตียนผู้อื่นได้ไม่มาก (3) เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นตลอดเวลา (4) ไม่มีความกตัญญูรู้คุณผู้อื่น (5) ชอบดูหมิ่นเหยียดหยามและโทษผู้อื่น (6) มีแค้นที่ต้องชำระอยู่เป็นปกติวิสัย (7) ต่อสู้อย่างบ้าบิ่นหัวชนฝาทั้งๆ ที่รู้ว่าตนกำลังพ่ายแพ้ (8) ชอบทำตามอำเภอใจและเชื่อมั่นในตนเองอย่างสุดโต่ง (9) ไม่มีอารมณ์ขำขัน (10) คิดแต่หาช่องทางเอาชนะตัวบทกฎหมาย ทั้งนี้ ล้วนบ่งบอกนิสัยของคนประเภท “ก้าวร้าวทำร้ายสังคม” อย่างชัดเจน
วิญญูชนทั้งหลายย่อมสามารถประเมินด้วยใจเป็นธรรมและจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งปวงได้ว่า นายทักษิณมีสีสันบุคลิกภาพเดียวกับนายฮิตเลอร์มากน้อยเพียงใด และต่างกันตรงความเข้มข้นในข้อใด
เมื่อเป็นทั้งโรคจิตวิปลาสและมีนิสัย “ก้าวร้าวทำร้ายสังคม” อย่างนายฮิตเลอร์ นายทักษิณจึงมิใช่สาวกธรรมดาๆ ของลัทธิอุบาทว์ดังกล่าว และเมื่อมีลมหายใจเข้าออกเป็น “ความรุนแรง” ดังเห็นได้จาก “ระเบิดรายวัน” และการซุ่มพิฆาตทหารที่ไม่ได้ใช้อาวุธสงคราม ก็ไม่มีอะไรจะปราบสาวกลัทธิอุบาทว์อย่างทักษิณได้ นอกจากการใช้ “ความรุนแรง” แบบ “เกลือจิ้มเกลือ”
ล่าสุด นายทักษิณเริ่มก้าวร้าวทำร้ายสังคมด้วยการหลอกลวงล่อลวงชาวชนบทจำนวนหมื่นๆ คนจากภาคอีสานและภาคเหนือไปชุมนุมกันที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ “ยุบสภา” ซึ่งย่อมส่งผลตามกฎหมายให้รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ต้องยุบโดยปริยาย ทั้งนี้ ด้วยข้ออ้างที่ปราศจากความเป็นจริงว่า นายอภิสิทธิ์ถูกอุปโลกน์ให้เป็นนายกฯโดยกลุ่มเจ้าและอำมาตย์ ทั้งๆ ที่นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ชาวชนบทจำนวนมากได้ไปร่วมชุมนุม เพราะมีความรู้สึกว่าเคยได้รับบาดแผลทางใจจาก “ข้าราชการ” เลวๆ บางคนเมื่อสมัยนานมาแล้ว หรือได้ยินเขาเล่าว่า “ข้าราชการ” คือ “ข้ารับใช้” ของกลุ่มเจ้ากับกลุ่มอำมาตย์ที่ส่งไปทำหน้าที่ “ปกครอง” ชาวชนบทอย่าง “ไพร่” หากเป็นจริง ก็น่าจะเรียกร้องให้ปลด “ข้าราชการ” นั้นๆ มิใช่ “ยุบสภา”
จริงๆ แล้ว ชาวชนบทดังกล่าวต่างก็ได้รับการอุปถัมภ์เป็นการส่วนตัวจาก ส.ส.ในเขตตนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ “ยุบสภา” แต่ประการใด และว่าตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆ ที่เป็นเหตุสมควรพอที่จะนำไปสู่การยุบสภาโดยชอบได้
ฉะนั้น หากมีการยุบสภาตามข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุสมควรและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต่อไปใครใคร่นึกอยากยุบสภาก็ไปชุมนุมใช้กฎหมู่ข่มเหงกฎหมายบงการให้รัฐบาลยุบ ชาติบ้านเมืองก็จะถูกอนาธิปไตยปกครอง ไม่มีใครอยากมาลงทุนหรือท่องเที่ยวที่เมืองไทยต่อไป แผ่นดินไทยก็จะ “ล่มจม” ลงไปเรื่อยๆ
นอกจากมีจิตวิปลาสบุคลิกภาพแบบนายฮิตเลอร์ แล้ว นายทักษิณยังมีใจคอโหดเหี้ยมขนาดได้แอบแฝง “กองโจรติดอาวุธสงคราม” ไว้ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เพื่อซุ่มพิฆาตกลุ่มทหาร ซึ่งใช้เพียงแก๊สน้ำตากับกระสุนยาง และเพื่อสาดกระสุนใส่กลุ่มเสื้อแดงที่ถูกหลอกลวงมาสังเวยเลือดกับชีวิตให้นายทักษิณโดยมิรู้ตัว แล้วใส่ร้ายรัฐบาลว่า ได้เข่นฆ่าประชาชน เป็นการปูทางให้นายทักษิณได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินอีก
เมื่อฝุ่นมรณะหายตลบลง นับผู้เสียชีวิตได้ถึง 21 ราย บาดเจ็บกว่า 800 ราย น่าสังเกตว่ามีทหารหลายรายถูกสังหารด้วยกระสุนปืนเข้าที่ศีรษะอย่างแม่นยำ โดยน่าจะซุ่มยิงจากชั้นบนอาคารใกล้เคียงด้วยอาวุธสงครามติดลำกล้องส่องทางไกลกับแสงเลเซอร์ทันสมัย
ณ วันนี้ นายทักษิณได้ยกระดับความชั่วร้ายของตนจากระดับนักการเมืองโกงกินชาตินับแสนล้านบาท ขึ้นสู่ระดับ “อาชญากรทำลายความมั่นคงแห่งชาติ” และ “อาชญากรทำลายความสงบสุขบ้านเมือง” ฉะนั้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาดำเนินคดีกับนายทักษิณและสมุนด้วยข้อหาเป็น “กบฏต่อแผ่นดิน” และอาจพิจารณาดำเนินคดีกับอาชญากรดังกล่าวที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ด้วยข้อหา “ทำลายความสงบสุขบ้านเมือง”
พฤติการณ์ทั้งหลายของนายทักษิณบ่งบอกว่าเป็นคน “สติแตกปัญญาดับ” เพราะคิดเป็นแต่เข้าข้างตัวเองแบบ “คนหลงรักตัวเอง” (narcissist) โดยเฉพาะตามข้อ (8) ดังกล่าว ส่งผลให้มองไม่เห็น “ความโง่งี่เง่า” ของตน ซึ่งกำลังประจานตัวเองและสร้างศัตรูให้กับตัวเองโดยมิรู้ตัว สื่อต่างชาติเริ่มมองเห็นธาตุแท้ของนายทักษิณชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ท่านพุทธทาสสอนไว้ว่า “ไปทะเลาะถุ้งเถียงกับเสือ ดีกว่าไปทะเลาะกับคนโง่ คนโง่ไม่มีเหตุผล หรือมีแต่เหตุผลของคนโง่”
การเจรจากับนายทักษิณหรือสมุนก็คือการไปทะเลาะถุ้มเถียงกับคนโง่ เป็นทางเลือกที่รัฐบาลพึงตัดออกไปอย่างเด็ดขาด ยิ่งกว่านั้น มีรัฐบาลที่ไหนในโลกยอมรับอำนาจเถื่อนของกฎหมู่ให้อยู่เหนือกฎหมาย?
ส่วนการแสดงเมตตาจิตยื่น “ดอกไม้” ต่อคนอย่างทักษิณจะไม่ได้ผลดีแต่ประการใด เพราะจะพบแต่เล่ห์เหลี่ยมโกหกเอาตัวรอดแบบคน “สติแตกปัญญาดับ” เป็นที่เลื่องลือกันว่า นายทักษิณเป็นคนไม่มีความกตัญญูรู้คุณใครอยู่แล้ว แม้กระทั่้งต่อแผ่นดินไทยที่ให้กำเนิด การเติบโต และโอกาสทำมาหากินจนร่ำรวยมหาศาล
ในช่วงที่คลื่นลมหยุดเงียบหลังพายุมรณะได้พัดผ่านไป รัฐบาลน่าจะทบทวนทางออกดังนี้ คือ (1) รอให้กลุ่มเสื้อแดงสลายตัวกลับบ้านในเวลาอันควร (2) หากยังไม่กลับ ให้ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” ทันที (3) จัดการกับการชุมนุมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างเฉียบขาด ตามหลักสากลและด้วยกองกำลังติดอาวุธ (4) ออกกฎหมายจัดระเบียบสำหรับการใช้สิทธิ์ชุมนุมทางการเมือง เพื่อให้มีกติกาการชุมนุมที่แน่ชัดรัดกุมและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย (5) สอบสวนเหตุการณ์พิฆาตทหารและกลุ่มเสื้อแดง เพื่อจับกุม “กองโจรติดอาวุธ” ของนายทักษิณกับสมุน แล้ว “เชือดคอไก่ให้ลิงดู” เพื่อชาติบ้านเมืองจะได้กลับคืนสู่ปกติสุขเสียที
หากพรรคร่วมรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกติกาใหม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แล้วถอนตัวออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อล้มรัฐบาลยุบสภาโดยปริยาย เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งโดยไว ก็จะเป็นที่พอใจของนายทักษิณ ซึ่งมั่นใจว่า วัฒนธรรมหาเสียงแบบเดิมๆ ของตนจะทำคะแนนให้สมุนพรรคของตนได้มากพอที่จะตั้งรัฐบาลโดยลำพังหรือกับพรรคร่วมได้อีก จากนั้น “ตัวใครตัวมัน” ก็แล้วกัน
ประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคนเนดี้ สหรัฐฯ กล่าวไว้ว่า “ใครที่ขัดขวางรัฐประหารโดยสงบ ย่อมทำให้รัฐประหารโดยความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ทั้งนี้ หมายความว่า รัฐประหารคือส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการทางการเมืองที่จะต้องเกิดเมื่อถึงเวลา เพื่อสังคมส่วนรวมจะได้ก้าวสู่ความสงบสุข โดยมิจำต้องเป็นปรากฏการณ์ที่น่ารังเกียจเสมอไป บางประเทศมีรัฐประหารถี่ เพราะอยู่ในระดับวิวัฒนาการหนึ่ง ผู้นิยมกฎหมู่เหนือกฎหมายและต้องการสถาปนา “คนหลงรักตัวเอง” ขึ้นเป็นนายกฯ เพื่อสร้างสรรค์ความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนไปอีกหลายชั่วคน โดยมิต้องอาศัย “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จะไม่ชอบรัฐประหารอย่างแน่นอน
รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า “กาอยู่ส่วนกา หงส์อยู่ส่วนหงส์” จึงมีหน้าที่เลือกอยู่กับกาหรือหงส์ กล่าวคือ อยู่กับ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” หรือ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” ซึ่งตั้งอยู่บนพระธรรม โดยมีหลักปฏิบัติชีวิตประจำวันอยู่ใน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 อันเป็นวิถีชีวิตที่องค์การสหประชาชาติแนะนำให้ภาคีประเทศทั้งหลายนำไปพิจารณาประยุกต์กับสังคมตน
รัฐบาลต้องทำความรู้จักกับ “กบฏ” ของชาติอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วจัดการกับกบฏคนนี้อย่างเหมาะสม ตามตัวอย่างวิธีจัดการกับนายฮิตเลอร์โดยสัมพันธมิตร ซึ่งได้ยกกำลังพลนับแสนๆ คนขึ้นบก เสริมด้วยพลร่มนับหมื่น เพื่อเผด็จศึกประเทศเยอรมนีของฮิตเลอร์แบบ “ม้วนเดียวจบ” หลังจากที่ขุนพลทั้งหลายแห่งกองทัพสัมพันธมิตรได้อ่านรายงานดังกล่าวของดร.เมอร์เรย์แล้ว เพราะตระหนักกันดีว่า ขืนมัวทำหน่อมแน้มกับคนอย่างนายฮิตเลอร์ โลกเสรีประชาธิปไตยจะหายสาบสูญไปจากโลกนี้เสียก่อนอย่างแน่นอน
ขืนมัวทำหน่อมแน้มกับคนอย่างนายทักษิณและสมุน ราชอาณาจักรไทยจะหายสาบสูญไปจากโลกนี้เสียก่อนอย่างแน่นอน.