ในการนี้ คณะมนตรีฯ ได้พิจารณามติ “การลดอาวุธปรมาณู” ซึ่งมีผลกระทบต่อมวลมนุษย์รุนแรงกว่าที่ภาวะโลกร้อนกำลังแผลงฤทธิ์อยู่เสียอีก โดยมีการลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประชาคมโลกหยุดยั้งการสร้างอาวุธปรมาณู และให้มีการควบคุมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้ปัจจัยกับวัสดุอุปกรณ์การผลิตระเบิดถูกโจรกรรม หรือนำไปใช้ในการทหาร อีกทั้งยังให้บังคับใช้สนธิสัญญาระหว่างประเทศ และมติองค์การฯ เกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปรมาณูอย่างจริงจัง เพื่อมิให้แพร่กระจายออกไป โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศอิหร่าน และประเทศเกาหลีเหนือได้มีการฝ่าฝืนกติกาดังกล่าวตลอดมาเป็นเวลาหลายปี
“ประชาคมโลกจักต้องยืนหยัดด้วยกัน เราจักต้องทำให้ประจักษ์ว่า กฎหมายระหว่างประเทศมิใช่ข้อสัญญากลวงไร้น้ำหนัก” ประธานาธิบดีโอบาม่ากล่าวอย่างขึงขัง
บรรดาประมุขทางการเมืองของประเทศสมาชิกคณะมนตรีฯ ใหญ่ทั้งหมด คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมหน้ากันเป็นเพียงครั้งที่ห้า นับแต่มีการประชุมเช่นนี้มาร่วม 6 ทศวรรษ นับเป็นการชี้แนะให้อิหร่านและเกาหลีเหนือมองเห็นการเอาจริงเอาจังของคณะมนตรีฯ กับมติดังกล่าว โดยผู้นำเหล่านี้เห็นควรทำตนเป็นตัวอย่างให้ประชาคมโลกได้ชมเป็นขวัญตาในปีหน้านี้
“การเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของชาวโลกได้แก่ การปล่อยให้กลุ่มที่มีความคิดรุนแรงสุดขีด ได้มีวัสดุปรมาณูไว้ในครอบครอง” นายโมฮาเหม็ด เอลบาราเดย์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ได้กล่าวแสดงความห่วงใยไว้อย่างหนักแน่น
ไม่ห่วงใยได้อย่างไร ในเมื่อหัวระเบิดปรมาณูทั้งหมดนับรวมกันแล้วได้ 10,820 หัว แม้จะเล็กพอที่จะบรรจุกระเป๋าสะพายหลัง แต่ละหัวมีอานุภาพพอที่จะทำลายเมืองทั้งเมืองอย่างฮิโรจิมาในสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างง่ายดาย ยิ่งกว่านั้น มี 40 ประเทศที่มีธาตุพลูโตเนียมและยูเรเนียมมากพอที่จะปรุงแต่งเป็นหัวระเบิดได้มากพอที่จะทำสงครามปรมาณูกัน
นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณตัวแบบในภาวะเหมือนจริง พบว่าหากมีการยิงระเบิดใส่กันสัก 100 หัว แบบ “ใครดีใครอยู่” โลกจะมีฝุ่นกัมมันตภาพรังสีมรณะกระจายไปทั่ว ท้องฟ้าจะมืดมิด อุณหภูมิอากาศจะลดลง 1.25 องศาเซลเซียส (2 ฟาเรนไฮต์) ทันที อากาศจะแห้งสนิท และม่านแก๊สโอโซนจะโหว่เป็นวงใหญ่ ปล่อยให้รังสีอัลตราไวโอเลตอันตรายจากดวงอาทิตย์ผ่านเข้ามากระทบผิวโลก และสิ่งมีชีวิตอย่างกว้างขวาง ในขณะที่พายุเปลวเพลิงจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้าอย่างต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ จะอยู่ในสภาพดังกล่าวได้นานถึง 10 ปี
ขณะนี้ประเทศที่มีหัวระเบิดพร้อมรบมีอยู่ 8 ประเทศ คือ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิสราเอล อินเดีย และปากีสถาน จำนวนโดยประมาณการของหัวระเบิดติดจรวด/เครื่องบินพร้อมรบและในคลัง มีตามลำดับประเทศดังกล่าว คือ 10,300; 16,000; 410; 350; 200; 100; 70-110; และ 50-110 หัวระเบิด (ข้อมูลจากคาร์เนกี้เอนดาวน์เมนต์เพื่อสันติภาพ สหรัฐฯ กรกฎาคม 2548)
ทั้งนี้ แสดงว่าองค์การฯ ไม่มีน้ำยาในการควบคุมการแพร่กระจายของระเบิดปรมาณูเลย ประเทศใดใคร่ผลิตระเบิดมหาประลัยก็ได้ผลิตอย่างเสรี จนบัดนี้ ต่างต้องร้องพร้อมกันว่า “พอกันที” แต่อาจยังไม่สายเกินแก้ โดยอาจบรรลุผลเพียงให้อิหร่านและเกาหลีเหนือยับยั้ง หรือชะลอการผลิตระเบิดปรมาณูได้ชั่วคราว ส่วนการลดจำนวนหัวระเบิดอาจทำได้บ้างเพียงสหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น ซึ่งจะต้องลดจากหลักหมื่นเป็นหลักร้อยให้เท่าเทียมกับประเทศรองลงมา
อาวุธที่ร้ายแรงไม่น้อยกว่าระเบิดปรมาณู แต่ไม่สกปรกเท่าและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 10 ปี ได้แก่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” ซึ่งสามารถระบาดและซ่อนตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ใหญ่น้อยเสมือน “ไวรัสไข้หวัดใหญ่” ในร่างกายมนุษย์ ส่งผลให้ทหารไม่สามารถยิงระเบิดปรมาณูตามต้องการ ในขณะเดียวกัน การส่งกระแสไฟฟ้า แก๊ส น้ำประปา การสื่อสาร ระบบไฟจราจร การผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค ฯลฯ ในเมืองจะประสบอุปสรรคติดขัด มีสิทธิ์เกิดการจลาจล หรือสงครามกลางเมือง อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศสามารถป้องกันแก้ไขปัญหานี้แบบ “ตัวใครตัวมัน” และร่วมมือกันปราบปรามได้ แต่ไวรัสชนิดนี้ ซึ่งกลุ่มคนที่มีความคิดรุนแรงสุดขีดกำลังเพียรสร้างอยู่ มีสิทธิ์ออกฤทธิ์อาละวาดได้ง่ายกว่าระเบิดปรมาณู
จริงๆ แล้ว องค์การฯ ไม่มีน้ำยาที่จะเสริมสร้างความมั่นคงใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ประชาคมโลกได้ร่วมกันก่อตั้งองค์การฯ ขึ้นมาเมื่อราว 6 ทศวรรษก่อน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและสันติภาพ เพราะไม่ต้องการเผชิญกับเหตุการณ์หฤโหดอย่างสงครามโลกทั้งสองครั้งที่ผ่านไปแล้วอีก ส่วนการเสริมสร้างสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งถูกจัดให้มีความสำคัญรองลงไป ก็ประสบกับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ประชากรโลกยากจนลงเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน นับวันจะมีแต่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด
แล้วองค์การฯ ควรจะมีบทบาทอย่างไรในการเสริมสร้างสันติสุขให้กับประชากรโลก?
บทบาทที่เหมาะสมและสมควร ได้แก่ งานฝึกอบรมให้ประชากรโลกมีความรู้ในเรื่องของ “มนุษยชาติ” หรือ “ความเป็นมนุษย์” คือ ให้รู้จักพระบรมศาสดาและคำสั่งสอนในศาสนาเก่าแก่ และมีผู้เลื่อมใสมากเป็นพิเศษ เช่น อิสลาม คริสต์ และพุทธ เป็นต้น ให้มีการเสวนากันในหมู่ผู้นำในแต่ละศาสนาดังกล่าว เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจอันถ่องแท้ใน “ความคล้ายคลึงกัน” ระหว่างศาสนาดังกล่าว มิใช่ใน “ความแตกต่างกัน” เพื่อทุกคนจะได้หันหน้าเข้าหากัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สังเกตได้ว่า ปัจจุบัน ข้อขัดแย้งระหว่างประเทศหรือในประเทศ มีรากลึกที่ฝังอยู่กับการมองแต่ความแตกต่างในความเชื่อและการนับถือต่างศาสนากันเป็นเกณฑ์
อนิจจา ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านไป องค์การฯ ได้พยายามทำหน้าที่เป็นยามรักษาสันติภาพชั่วคราว เพื่อป้องกันมิให้คู่กรณีพิฆาตกันเท่านั้น โดยไม่มีกองทัพเอกเทศขององค์การฯ เอง จึงไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ “การลดอาวุธปรมาณู” อาจประสบผลสำเร็จอย่างมาก ก็เพียงบีบคั้นกดดันอิหร่านและเกาหลีเหนือทางเศรษฐกิจให้ระงับการผลิตระเบิดปรมาณูได้ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนประเทศที่มีระเบิดปรมาณูอยู่แล้ว จะสามารถลดจำนวนตัวระเบิดได้แค่ไหน นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาดูกันต่อไป
ตราบใดที่ผู้นำของแต่ละประเทศยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “มนุษยชาติ” โดยเฉพาะในวรรณกรรม วัฒนธรรม และศาสนา ตราบใดที่ประชากรในประเทศตนยังมองไม่เห็น “ความคล้ายคลึงกัน” ระหว่างศาสนาใหญ่ๆ ด้วยกัน ตราบนั้น โลกจะยังไม่มีวันก้าวเข้าสู่เขตแดนแห่งสันติภาพอันยั่งยืนอย่างแน่นอน ความไม่มั่นคงจะยังคงปรากฏอยู่ทั่วไป พร้อมที่จะระเบิดขึ้นเป็น “สงครามปรมาณู”หรือ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” ผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมคือประชากรโลกทั้งหลายนั่นเอง
“ความรู้ในเรื่องมนุษยชาติ” คือกุญแจสู่สันติภาพ มิใช่ “ความรู้ในเรื่องปรมาณู” หรือ “ความรู้ในเรื่องไวรัสคอมพิวเตอร์” อย่างแน่นอน
โปรดติดตามข้อวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์การฯ โดยผู้เขียนได้ที่:
http://www.trinitydc.edu/news_events/2003/mar18_founderforum_state_yong.htm