รัฐ-เอกชน-นักวิชาการประสานเสียงรัฐแก้ปัญหาถูกทาง
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ได้จัดการสัมมนา เรื่อง “การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมาถูกทางแล้วจริงหรือ?” โดยนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นมา
ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการต่างๆ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และเป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกทำกัน แต่ที่รู้สึกผิดหวังมาก ก็คือ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ
ทั้งนี้ จากการรายงานตัวเลขล่าสุด การใช้เงินมีจำนวนน้อยมาก โดยในโครงการไทยเข้มแข็ง SP2 รอบแรก จากวงเงินที่อนุมัติไป 199,000 ล้านบาท มีการจัดสรรเงินไปแล้ว 160,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงเพียง 26% หรือคิดเป็นเงิน 43,000 ล้านบาท ส่วนในโครงการ SP2 รอบสอง อนุมัติไปแล้ว 150,000 ล้านบาท จัดสรรเงินไปให้แล้ว 82,000ล้านบาท มีการเบิกจ่ายจริงเพียง 52% หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 42,000 ล้านบาท
“ผมสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าในส่วนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หรือ SP1 หากภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ยังไม่มีการเบิกจ่ายหรือเซ็นสัญญาจะตัดงบประมาณโครงการนั้นทันที คาดว่าจะได้เงินคืนมา จำนวน 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนโครงการที่อยู่ภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง ก็จะดำเนินการแบบเดียวกัน คาดว่าจะได้เงินคืนกับมาประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท รวมแล้วตัวเลขจะอยู่ที่ 70,000-80,000 ล้านบาท ที่จะนำมาจัดสรรให้โครงการใหม่ที่มีความพร้อม
ขณะที่ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศระยะยาวผิดหมด เพราะไม่ทำ ไม่นำพา และการเมืองมองแต่ทำอย่างไรจะชนะเลือกตั้ง ไม่มองแบบรัฐบุรุษเพื่อลูกหลานใน 20-30 ปีข้างหน้า”
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า จุดบกพร่องของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาของรัฐบาลชุดนี้มีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า หลายโครงการลงทุนไปไม่คุ้มค่า และขาดทิศทางยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนา แต่ในภาพรวมจะพบว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ผลดี
พอสมควร และเห็นว่ารัฐบาลมาถูกทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้ว และจุดดีอีกอย่างก็คือ นายกฯ เอาจริงเอาจริงกับเรื่องการทุจริต และภาพรวมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคนในรัฐบาล ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็น ซึ่งแตกต่างจากการบริหารงานในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐบาลควรจะจัดตั้งคณะกรรมการกลาง ขึ้นมาทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ และติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณในโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
‘เทือก'เบรกพระร่วมม็อบ แฉพท.ทุ่มเงินหนุนแดง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึง การตรวจสอบความเคลื่อนไหวเส้นทางการเงินที่ไหลมาจากประเทศแถบตะวันออกกลางใน ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีความเกี่ยวพันกับการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง โดยยืนยันเห็นรายงานของการนำเงินเข้า แต่ยังไม่มีหลักฐานที่จะไปโยงกับเรื่องของการชุมนุม ตนไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ มีคนอื่นตรวจสอบเรื่องนี้กันอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่ประเมินว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีการเคลื่อนไหวระดมคนเข้ามาในกรุงเทพฯ และมีการระบุต้องใช้เงินถึงวันละ 70 ล้านบาท เป็นเงินจากในประเทศหรือเป็นเงินที่ไหลมาสนับสนุนจากนอกประเทศ นายุสเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบจริงๆ ก็พยายามจะหาอยู่เหมือนกันว่า เขาใช้เงินอะไรอย่างไร เพราะตนก็ได้ยินว่า วันละ70-80 ล้านบาท เขาก็พูดกัน
ส่วนกรณีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงออกมาระบุว่า ในวันชุมนุมใหญ่จะมีพระสงฆ์ 2 หมื่นรูปมาร่วมชุมนุมด้วย มองว่าเหมาะควรหรือไม่ที่ผ้าเหลืองจะมายุ่งกับการเมือง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนตั้งใจว่าจะไปกราบนมัสการพระเถระผู้ใหญ่ เพื่อที่จะกราบเรียนสถานการณ์บ้านเมืองให้ทราบ เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็เอามาอภิปรายในสภาฯ กล่าวหารัฐบาลไปขึ้นบัญชีดำพระผู้ใหญ่ 11 รูป ยืนยันรัฐบาลนี้ไม่ทำเด็ดขาด "การมาชุมนุมกัน ผมอยากจะกราบขอความกรุณาพระคุณเจ้าว่าเรื่องของการชุมนุมในทางการเมืองคงไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่เรื่องของพระคุณเจ้า ถ้าใครจะไปนิมนต์มา จะด้วยเหตุผลอะไร ก็ขอความกรุณาพระคุณเจ้าอย่าได้มาร่วมในกระบวนการนี้โดยเด็ดขาด" นายสุเทพ กล่าว
หวั่นวินาศกรรม สุเทพผวา ขู่ใช้กม.พิเศษ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการติดตามความมั่นคง (คตม.) เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เป็นการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม และได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ตนได้ฟังข่าวว่าผู้ที่จะมาชุมนุมตามคำชักชวนของบริวาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางโดยนำรถปิกอัพเข้ามาจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องคนกรุงเทพฯ ในเรื่อง การปิดกั้นการจราจร ตนจึงขอถือโอกาสนี้ส่งความไปถึงผู้ที่จะมาร่วมชุมนุมว่า รัฐบาลไม่ได้ขัดขวางการมาร่วมชุมนุมตามสิทธิ เสรีภาพของท่าน
นายสุเทพ กล่าวว่า อยากจะขอความกรุณาว่าการจราจรที่กรุงเทพฯ ตามปกติก็หนาแน่นอยู่แล้ว ถ้าพี่น้องประชาชนเอารถยนต์ของตัวเองมาเป็นจำนวนมากๆ จะมีผลกระทบต่อระบบการจราจรของคนกรุงเทพฯ จึงขอเสนอว่าให้ประชาชนที่จะมาชุมนุมได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ ด้วย ที่ผ่านมาทางกระทรวงคมนาคมได้สั่งให้ทางรถบัสไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเช่ารถ เขาจึงประกาศว่าจะเอารถส่วนตัวมา รวมทั้งรถอีแต๋นด้วย นายสุเทพ กล่าวว่า รถอีแต๋นวิ่งบนถนนหลวงไม่ได้ ออกจากจังหวัดตนก็ไม่ให้ออก เพราะมันอันตราย มาวิ่งในกรุงเทพฯไม่ได้เด็ดขาด ส่วนรถบัสรถประจำทางก็มีอยู่ปกติ รถไฟก็มาได้แถมรถไฟก็ฟรีด้วย
ต่อข้อถามว่า ผบ.ทบ.ระบุจะนำกำลังทหารเข้าเสริมเพื่อดูแลจะเป็นไปในลักษณะไหน และเพราะเหตุใดการชุมนุมในครั้งนี้รัฐบาลถึงไม่ใช้กฎหมายพิเศษ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้บอกไม่ใช้ แต่บอกหลายครั้งแล้ว จะตัดสินใจตามสถานการณ์ การประกาศใช้จะดูสถานการณ์ทุกพื้นที่รวมทั้งต่างจังหวัดด้วย โดยจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักจะมีทหาร อาสามัครพลเรือนเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พอ
“ในวันชุมนุมผมสั่งให้ตรวจบัตรประชาชน เพราะผมไม่ต้องการให้คนต่างด้าวที่ไม่ใช่คนไทยเข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะจะมีปัญหามาก ต้องเป็นคนไทยเท่านั้นที่จะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งให้ตรวจค้นอาวุธ ผู้ที่จะมาชุมนุมต้องไม่พกอาวุธโดยเด็ดขาด ถ้าพบจะดำเนินคดีทันที และรถยนต์จะตรวจดูว่ามีทะเบียนรถถูกต้องหรือไม่ ตรงหรือไม่กลัวว่าจะถือโอกาสขโมยรถคนอื่นมาใช้ เพราะถ้าเกิดความเสียหายจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ” นายสุเทพ กล่าว
สาทิตย์ สั่งนครบาล ลุยทีวีเสื้อแดงปลุกระดม
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศปรับผังทีวีพร้อมรบว่า เห็นได้ชัดว่าแกนนำ นปช. มีความพยายามที่จะใช้แนวทางต่อสู้โดยการไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลและจัดชุมนุมมวลชนขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของประเทศและความสงบสุขของสาธารณะ มีการประกาศเอารถกระบะมากันเป็นแสนคัน ซึ่งเป็นปัญหาต่อการดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม การประกาศปรับผังทีวีพร้อมรบของคนเสื้อแดงได้เปลี่ยนแนวทางจากสันติมาสู่ความรุนแรงดูจากป้ายข้างหลังจอที่ใช้ข้อความล้มอำมาตย์ ต่างจากที่ผ่านมา ที่ทีวีดาวเทียมของคนเสื้อแดงเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง เราก็ไม่ได้เข้าไปจัดการ แต่เมื่อประกาศปรับผังพร้อมรบแล้วมีการไปดำเนินการอะไรที่ผิดกฎหมายเช่นมีการปลุกระดม ยุยงให้มีการเผาสถานที่ราชการ ก่อวินาศกรรม หรือมีการเผยแพร่คำพูดของ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ให้เอาขวดน้ำมันติดตัวกันมา เหตุการณ์ก็จะเหมือนกับดีสเตชั่นเมื่อช่วง12-13 เม.ย.ที่ผ่านมา จึงได้มอบหมายให้ ตำรวจนครบาล ติดตามและดำเนินการตามกฎหมายทันที
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ทางรัฐบาลเห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงใช้สื่อใดไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุชุมชนเพื่อปลุกระดมรัฐบาลก็จัดการ ซึ่งคราวนี้เชื่อว่าเจตนาที่ประกาศปรับผังรายการของทีวีคนเสื้อแดงก็จะเป็นการปรับเพื่อปลุกระดม ซึ่งทางรัฐบาลกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นเชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้อ่อนไหวมากเพราะนปช.หัวรุนแรงพยายามใช้คำพูดปลุกระดมอย่ตลอดเวลา
ส่วนหากมีการใช้คำพูดปลุกระดมผ่านจอจะสั่งให้จอมืดหรือไม่ นายสาทิตย์ ตอบว่า ต้องดูเป็นกรณี โดยดูว่าการดำเนินการของหน้าจอเป็นอย่างไรก็จะเข้าไปจัดการ
พท.ซัดเทพเทือกไร้ยางอาย ปูดรับเงิน 70 ล.จ้างม็อบ
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย เคลื่อนไหวระดมคนเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยต้องใช้เงินถึงวันละ 70-80 ล้านบาท ว่าเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองคู่แข่ง เป็นการกระทำผิดกฎหมาย มาตรา 104 ว่าด้วยพรรคการเมือง ในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 มีโทษจำคุก เพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อเอาผิดนายสุเทพ ต่อไป
"นายสุเทพ เองเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี พูดอย่างนี้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ดูถูก ส.ส.ด้วยกัน ดูถูกพี่น้องประชาชน ว่ามีการรับเงินใช้เงินมหาศาล เป็นการพูดเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย และรัฐบาลนี้อยู่มา 1 ปี 2 เดือน แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการรักษาความสงบของบ้านเมือง คำพูดของนายสุเทพ แสดงให้เห็นความล้มเหลว และ ไร้ยางอายสิ้นดี"
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้ความช่วยเหลือร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดย ส.ส. 1 คน รับผิดชอบจัดหารถยนต์กระบะ 100 คัน ว่า ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง การให้ข่าวของนายบุญจงเป็นการใส่ร้ายป้ายสี โดยปราศจากข้อเท็จจริง เพื่อดิสเครดิตพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง การพูดดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 104 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี พ.ศ.2550 มีโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะประชุมหารือกลับทีมกฎหมายของพรรคเพื่อจะดำเนินการกับนายบุญจง ต่อไป โดยอาจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ยุบพรรคภูมิใจไทยด้วย
เพื่อแผ่นดินจวก ผู้แทนสันหลังยาว ต้นเหตุสภาล่ม
นพ.อลงกต มณีกาศ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวถึงประชุมสภาผู้แทนราษฎรต้องล่มเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน โดยยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นเกมการเมืองต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล แต่อาจเป็นความเคยชินของ ส.ส.สันหลังยาว ที่ปกติจะกลับพื้นที่ในวันพฤหัสของทุกสัปดาห์ ระยะหลังมีการเปลี่ยนเที่ยวบินเร็วขึ้น จากเดิมเคยให้บริการ ส.ส.กลับพื้นที่ใน เวลา 18.00 น. มาเป็นช่วงบ่ายโมง
นพ.อลงกต กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้แจ้งให้ทุกคนทราบแล้วว่า ในวันที่มีการประชุมสภาฯหาก ส.ส.มีงานในพื้นที่ ก็ให้มอบหมายผู้ช่วย ส.ส.ดูแลแทน รวมทั้งอยากให้รัฐมนตรีมาประชุมเรื่องของต่างๆ ที่สภาฯด้วยเพราะสาเหตุที่ สภาฯล่มส่วนหนึ่งก็มาจากรัฐมนตรีและ ส.ส.สันหลังยาวทั้งหลาย
ปชป.ดัดหลัง ส.ส.หลังยาว เสนอพรรคไม่ให้ส่งลงเลือกตั้ง
นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการแก้ปัญหาสภาฯล่มว่า จะหารือพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้กำชับ ส.ส.แต่ละพรรคร่วมประชุมสภาฯ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงจะส่งรายชื่อ ส.ส.ที่ขาดประชุมให้ประธาน ส.ส.พรรค หากใครที่มีพฤติกรรมซ้ำซากก็ต้องพิจารณาไม่ต้องส่งสมัครรับเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไม่มั่นใจในความพยายามหาทางแก้ปัญหา ส.ส.ที่ไม่ร่วมประชุมสภาจะเป็นผลหรือไม่ หากบางคนไม่ปรับนิสัยหรืออาจใช้ความเคยชินเก่าๆ ทั้งนี้ตนไม่โทษฝ่ายค้าน แต่ต้องมาดูแลในซีกรัฐบาล อีกทั้งพรรคแต่ละพรรคต้องไปจัดการกันเอง
ส่วนที่ฝ่ายค้านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางการยื่นญัตติป้องกันการปฏิวัติรัฐประหานั้น นายวิทยากล่าวว่า ตนเห็นว่าหากบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ต้องดำเนินการ แต่ในกรณีเรื่องปฏิวัติเหมือนเป็นการปล่อยข่าว แล้วมารับลูกในสภาฯ เพื่อให้พิจาณาซึ่งอาจทำให้มีการมองว่ามีการปฏิวัติ ดังนั้น เราต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด ตนเห็นว่าหากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนก็ควรพิจารณา แต่หากเป็นเกมการเมืองมากไปก็ไม่เอา
นายวิทยา กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงวันอาทิตย์ที่ 14 มี.ค.ว่า คงไม่มีอะไรรุนแรงถึงขั้นนองเลือด เพราะกลุ่มเสื้อแดงประกาศตลอดว่าจะชุมนุมแบบสันติวิธี ใช้มาตรการกดดันทางการเมือง และกระแสภาคประชาชนเป็นหลัก และเชื่อว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับการความรุนแรงเพราะดูได้จากการที่ประชาชนลุกขึ้นมาป้องกันชุมชนตนเองถือเป็นปฏิกิริยาที่คน กทม.ขานรับ
ผบ.ทบ.ย้ำเรือเหาะไม่มีปัญหา จ่อให้ 'ประวิตร' แจง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระบุกองทัพบกจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ที่ใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยไม่มีประสิทธิภาพว่า ไม่ทราบใครบอกว่ามีปัญหา ตนเพิ่งตรวจสอบก็ยังไม่มีการรายงานว่ามีปัญหาในการใช้งาน แต่ในการตรวจสอบนั้น เราพร้อมตรวจสอบได้หมด เพราะต้องโปร่งใส การที่จะไปคิดหรือพูดโดยไม่มีพื้นฐานจะเกิดความไขว้เขว สรุปคือ เราพร้อมรับการตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าใครจะมาผู้ตรวจสอบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานเรื่องความบกพร่อง คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะก็ได้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ตนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือสั่งการ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ยืนยันประสิทธิภาพของเรือเหาะมีความเหมาะสมใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า "เหมาะสม ถ้าไม่เหมาะสมจะสั่งซื้อได้อย่างไร"
ด้าน พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่มีนายทหาร 2 นาย ซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับเรือเหาะ "Sky Dragon" ของกองทัพบก ลาออกจากการเป็นกรรมการชุดดังกล่าว เนื่องจากไม่ต้องการเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เพราะเป็นโครงการที่มีปัญหา โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือ นายทหารทั้ง 2 นายต้องไปรับการฝึกการขับเครื่องบินโดยสาร "แอมแบร์" ที่เข้าประจำการใหม่ หากต้องรอให้เสร็จจากการฝึกจะทำให้เสียเวลา จึงแต่งตั้งนายทหารมารับผิดชอบแทน
ส่วนการเตรียมข้อมูลเพื่อให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ชี้แจงหากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ พล.อ.พิรุณ กล่าวว่า ได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ ทุกโครงการพิจารณากันอย่างรอบคอบและมีความโปร่งใส
‘อภิสิทธิ์’ ป้อง ‘กรณ์’ โพสต์เฟซบุ๊ค ไม่ได้หนุนปฏิวัติ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนข้อความบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ค www.facebook.com แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ตนได้พูดคุยกับนายกรณ์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ผลพวงจากคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของหน่วยงานฝ่ายประจำ ตนไม่ทราบว่า นายกรณ์ไปเขียนข้อความไว้บนเฟซบุ๊ก ซึ่งนายกรณ์ได้บอกกับตนถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เป็นเรื่องที่ทำส่วนตัว แต่ตนได้อ่านดูแล้ว และต้องให้ความเป็นธรรมว่า นายกรณ์ได้เขียนในเชิงแสดงความเข้าใจถึงคำพิพากษาที่เกิดขึ้นโดยอ้างอิงว่าตัวของนายกรณ์นั้น คิดอีกแบบก่อนฟังคำพิพากษา แต่เมื่อฟังคำพิพากษาแล้วก็เห็นว่ามีความยุติธรรม ถ้าอ่านให้ดีจะเห็นว่านายกรณ์ ไม่ได้เรียกร้องให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด
ส่วนการที่นายกรณ์พูดถึงการปฏิวัติรัฐประหารนั้น ก็พูดเพียงว่าก่อนที่จะ มีการรัฐประหารเคยมีความพยายามที่จะตรวจสอบประเด็นเหล่านี้แต่ไม่มีความคืบหน้า เพราะถูกสกัดกั้นนายกรณ์ จึงเพียงตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการตรวจสอบไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีการรัฐประหาร แต่ไม่ได้เป็นการที่นายกรณ์สนับสนุนอะไรอย่างไรทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการแก้ตัวให้กับนายกรณ์ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนพูดตามที่ได้อ่านในเว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อถามต่อว่า ดูเหมือนนายกรณ์จะนิยมเผด็จการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่เป็นความคิดเห็นของคนอื่น แต่ตนรู้จักนายกรณ์ และช่วงที่เราเป็นนักการเมืองในขณะที่มีการรัฐประหาร ตนไม่เห็นนายกรณ์ แสดงท่าทีออกมาสนับสนุนการทำรัฐประหาร และยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยหรือนิยมกับการปฏิวัติรัฐประหารอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2549 จะเห็นว่าตนเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองคนแรกที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการ รัฐประหาร เมื่อถามว่ากรณีของนายกรณ์จะส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทบหรือไม่นั้นอยู่ที่ประชาชน