เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 2 มีนาคม สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมวอยส์ทีวี ได้แพร่ภาพเทปการสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้ตอบคำถามถึงทางออกของบ้างเมืองว่า “ความจริงแล้วคนไทยด้วยกัน ผมถึงเสนอให้พิจารณาไปแล้ว แต่ที่บอกเสนอไปไม่ใช่เพราะผมอ่อนแอ แต่ผมบอกว่าจะให้ประเทศไทยช้ำกว่านี้ไหม แต่ของผมมันช้ำสุดแล้ว ถ้าผมจะช้ำอีกหน่อยผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ประเทศไทยช้ำเยอะแล้วจะให้ช้ำต่อไปอีกหรือ ถ้าไม่อยากให้ช้ำก็ควรที่จะเริ่มพูดคุยให้มันจบ ถ้าคุณคิดว่าคุณยังมีความสามารถในการจะบี้ผมให้ตาย คุณกำลังคิดผิด พระพุทธเจ้าก็สอนเอาไว้แล้วเรื่องทางสายกลาง อะไรมากไปไม่ได้น้อยไปไม่ดี คุณยิ่งทำมากเท่าไหร่มันยิ่งไม่ดีกับคุณ นี่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยนะ ดังนั้นวันนี้ก็ควรจะหันหน้าเข้าหากันแบบคนไทย หรือว่าวันนี้คนไทยไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะคนไทยเหี้ยมกว่าเดิมหรือไง หรือว่าคนไทยที่แก่เป็นเด็กใหม่”
สำหรับการยกโคลงศรีปราชญ์หลังคำพิพากษา ที่หลายคนตีความว่าต้องการล้างแค้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า “ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงการสาปแช่ง ศรีปราชญ์จะแก้แค้นใครได้เพราะถูกตัดหัวไปเรียบร้อยแล้วจะไปมีปัญญามีกำลังอะไรมาแค้นใคร ผมไม่มีอำนาจอะไรแล้วไม่มีอิทธิพลใดๆ นอกจากมีหัวใจให้กับคน และก็มีสัญลักษณ์ว่าผมได้ต่อสู้เพื่อพวกเขามานาน แต่วันนี้ผมกำลังถูกรังแกเขาก็เลยจะต่อสู้เพื่อผมบ้าง ไม่ใช่เพื่อผมอย่างเดียว แต่ผมมันเป็นสัญลักษณ์แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้ได้มีโอกาสมีคนอย่างผมเยอะๆ ที่มาทำงานให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแล้วตาย ทำแล้วตายประชาชนก็ตายด้วย ผมเป็นสัญลักษณ์ตรงนี้ผมไม่มีกำลังอะไร เพราะฉะนั้นผมจะไปแก้แค้นอะไรนอกจากสาปแช่งแต่ที่ต้องสาปแช่งเพราะอย่างที่ ผมเล่าให้ฟังว่าไปขุดดินมา ทำนามา ปาดเหงื่อยังไม่ทันแห้งได้สตางค์มาก้อนหนึ่งก็ถูกปล้น แล้วยังไปหาว่าผมขโมยมา ตรงนี้แหละที่ต้องแช่งเอาเงินไปแล้วยังไม่พอ มาบอกว่าผมไปขโมยมาทั้งที่ผมทำมาหากิน ผมเลยต้องแช่ง”
ทั้งนี้ ความรู้สึกในวันยึดทรัพย์ว่าเป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิตหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “ก็ยังไม่รู้ครับ ชีวิตยังไม่จบเลยไม่สามารถจะบอกได้ว่าอะไรที่แย่สุด บางทีสิ่งที่บอกว่าแย่อาจจะกลายเป็นดีในอนาคตก็ได้ เขากำลังวางทางให้ผมหรือเปล่าผมไม่รู้ แล้วแต่แล้วแต่พระเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์วางฐานให้ผมต้องเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าผังชีวิตของผมมันต้องเดินมาเผชิญอย่างนี้ แล้วจะจบอีกอย่างหนึ่ง จบอย่างไรไม่รู้ ไม่มีใครฝืนผังชีวิตของตัวเราเองได้หรอก เมื่อผังชีวิตผมถูกกำหนดมาให้มีชีวิตที่ถูกลงโทษ กลั่นแกล้งถูกเข้าใจผิดโดยคนบางกลุ่มอย่างไรมันก็เป็นผัง เมื่อจบแล้วมันจะจบแบบไหนเราไม่รู้ เพราะผมไม่สามารถระลึกชาติได้ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วไปทำกรรมอะไรไว้บ้าง แล้วชาตินี้ต้องทำอย่างนี้ผมก็ไม่รู้แต่แน่นอนครับ ผมจะไม่มีทางที่จะหยุดยั้งที่จะต่อสู้เพื่อให้ความจริงปรากฏ ผมจะสู้ด้วยความจริงเท่านั้น และผมจะสู้อย่างสันติโดยสติปัญญา สู้โดยสติปัญญา ผมคิดว่าผมมีปัญญาสู้ได้ ผมไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด”
ต่อมา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทอล์ค อะราวด์ เดอะ เวิร์ล ออกอากาศทางเว็บไซด์ทักษิณไลฟ์ (www.thaksinlive.com) และสถานีโทรทัศน์พีเพิล ชาแนล ถึงคดียึดทรัพย์ว่า ดูจากคำวินิจฉัยของศาล เหมือนผู้พิพากษาวงในเป็นผู้เขียนให้คนที่นั่งว่าคดีเป็นคนอ่าน
“วันนี้หลักนิติธรรมหลักกฎหมายไม่เหลือแล้ว และหลักก็โน้มเข้าหาสิ่งที่เขาอยากให้เป็น ผมจึงเป็นเหยื่อ และคงต้องต่อสู้ต่อไป หน่วยข่าวของผมบอกว่าใครมาสั่ง ใครมาวุ่นวาย คดีนี้ศาลไม่ปกติ คดีอาญาเขามีหลักให้ยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลย แต่ที่นี่ยกความสงสัยมาลงโทษจำเลย และก่อนลงโทษก็ต้องมองหาคุณความดีของนักโทษแต่นี่ไม่ใช่ นี่จะเป็นประวัติศาสตร์แห่งยุติธรรมของไทย” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
“มีคนบอกว่าผมตาดูดาวเท้าติดอำมาตย์ ผมเลยต้องกลับไปดูหนังสือตาดูดาวเท้าติดดินที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ที่ผมเคยบอกว่าจะลาออกจากธุรกิจเพื่อไปเล่นการเมือง ก็มีคนถามว่าคิดดีแล้วเหรอครับ การเมืองไทยมันเลวร้าย เข้าไปแล้วมันจะเสีย ประมูลก็ประมูลยาก นักการเมืองก็จะกันท่า ผมก็ตอบคำถามของคนที่ห่วงเหล่านี้ว่า ไม่ต้องห่วง ผมไม่เปลี่ยนเจตนารมณ์แน่นอน เพราะผมคิดดีแล้ว ความจริงเมื่อกลับมาอ่านตรงนี้แล้ว เหมือนกับจิ้งจกทัก เพราะลูกเมีย และกรรมการบริหารเขาก็เตือนแล้ว แต่ดันทุรังเอง ซึ่งวันนี้รู้แล้วว่าคิดผิด นักธุรกิจทั้งหลายหากจะเข้ามา การเมืองก็ต้องหยุดหมดเพราะไม่รู้ว่าเราจะไปเหยียบตาปลาใครเมื่อไหร่” พ.ต.ท .ทักษิณกล่าวทิ้งท้าย